“LHHOTEL” ก้าวสู่การเติบโตครั้งใหม่...ลงทุนเพิ่มเติม 2 โรงแรมเมืองพัทยา “รับท่องเที่ยวไทยบูม” !!!
โดย: บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
“ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในพิกัดแผนที่ “การท่องเที่ยว” ลำดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว
มีครบทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา หรือสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อาหารการกินรสเลิศ ค่าใช้จ่ายไม่สูง ที่สำคัญคนไทยมีไมตรีจิต
จึงไม่น่าแปลกใจว่า เพียงปลดล็อกเปิดประเทศหลังวิกฤติ COVID-19 มา “การท่องเที่ยว” จึงเป็นความหวังแรก ๆ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางในการฟื้นตัว และด้วยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวของไทยเองนั้น ก็ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด “สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 17 ก.ย. ปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 19 ล้านคน สร้างรายได้แล้วกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐเองมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายปีนี้ที่ 25 – 30 ล้านคน ได้ตามที่วางไว้ นั่นก็คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 62 – 75% ของจำนวนนักท่องเที่ยวก่อน COVID-19 ที่มีเข้ามาเที่ยวไทยเฉลี่ยปีละ 40 ล้านคนเลยทีเดียว
จะดีแค่ไหน ... ถ้าวันนี้ เรามีโอกาสจะไปมีส่วนร่วมในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่าง “โรงแรม” ระดับ “5 ดาว” บนทำเลทอง ทั้งใน “กรุงเทพฯ” และกำลังจะขยายไปยังเมืองท่องเที่ยวอย่าง “พัทยา” เพิ่มเติม
และวันนี้โอกาสนั้นใกล้จะมาถึง เมื่อ “LHHOTEL:ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล” เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ต่อยอดการเติบโตเพิ่มโอกาสในการลงทุนครั้งใหม่อีกครั้ง

“โรงแรมที่มีศักยภาพ” ... สินทรัพย์ที่พร้อมเติบโตไปกับ “การท่องเที่ยวไทย”
“ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” (REIT) เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหากระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในระหว่างลงทุนที่ดีกว่าเงินฝากและตราสารหนี้ ในขณะที่ไม่เสี่ยงเท่ากับหุ้น แต่เรื่องของ “ทรัพย์สิน” ที่จะลงทุนก็ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่ละเลยไม่ได้เมื่อต้องเลือกลงทุน “โรงแรมที่มีศักยภาพ” เป็นอีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน
อย่าลืมว่า “การท่องเที่ยว” ของไทยเป็นหนึ่งในความหวังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ และหลายมาตรการของภาครัฐก็ออกมาส่งเสริมอย่างเต็มที่ จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่พลิกฟื้นกลับมาหลัง COVID-19 ได้อย่างรวดเร็วและโดดเด่น ส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจ “โรงแรม” อย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาสู่ระดับช่วงก่อนวิกฤติ COVID-19 ก็ตาม แต่ในอนาคตอันใกล้น่าจะกลับมา และมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีกจากการสนับสนุนของภาครัฐที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ธุรกิจ “โรงแรม” จึงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก “จุดแข็ง” เรื่องการท่องเที่ยวของประเทศไทยเสมอมา และถ้านึกถึงเป้าหมายในการท่องเที่ยวเมื่อมาไทย ก็หนีไม่พ้นพิกัดท่องเที่ยวหลักที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก เช่น กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น
“LHHOTEL” กองทรัสต์โรงแรมที่ใหญ่สุดในไทย...โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง
สำหรับกองทรัสต์ “LHHOTEL” จัดตั้งขึ้นปลายปี 2558 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องจนเป็นกองทรัสต์โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในไทย ปัจจุบันลงทุนในโรงแรมที่มีศักยภาพ ระดับ “5 ดาว” 3 แห่ง บนทำเลทองศูนย์กลางธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อไปในพิกัดท่องเที่ยว ช้อปปิ้งได้อย่างสบาย ประกอบด้วย
1) โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 จำนวน 462 ห้องพัก
2) โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ จำนวน 497 ห้องพัก
3) โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55 จำนวน 442 ห้องพัก
“นับตั้งแต่จัดตั้งกองทรัสต์ LHHOTEL สามารถจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี ยกเว้นในช่วงวิกฤติ COVID-19 อย่างไรก็ตามผลประกอบการของกองทรัสต์ได้ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดหลังจากมีการเปิดประเทศ โดยในช่วง 8 เดือนครึ่งของปี 2566 จ่ายปันผลแล้ว 0.88 บาท/หน่วย ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งกองทรัสต์มา”
โดยผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ของโรงแรมปัจจุบันทั้ง 3 แห่ง ก็มีอัตราการเข้าพักฟื้นตัวเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 90% และค่าห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 (ก่อน COVID-19) แล้วกว่า 20% ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของทรัพย์สินเท่านั้น ยังสะท้อนถึงฝีมือในการบริหารจัดการกองทรัสต์ของทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้ง ‘บลจ.แลนด์ แอน เฮ้าส์’ (LH Fund) ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ และ ‘บจก.แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล (LHMH)’ ในเครือ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ Sponsor ผู้พัฒนาและผู้บริหารโรงแรมที่กองทรัสต์ลงทุน ได้เป็นอย่างดี

เตรียมลงทุนเพิ่มเติม “2 โรงแรมเมืองพัทยา”...ดันสินทรัพย์รวมโต 2 เท่าแตะมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท-หนุนผลตอบแทนดีขึ้น
อีกจุดเด่นของกองทรัสต์ “LHHOTEL” คือ โอกาสในการเติบโตจากแผนการลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินที่ Sponsor จะนำเข้ากองทรัสต์นั่นเอง ซึ่งนั่นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับกองทรัสต์ทั้งในแง่ของขนาดที่ใหญ่ขึ้น สภาพคล่องที่ดีขึ้น รวมถึงผลตอบแทนที่จะดีขึ้นตามมา เมื่อลงทุนเพิ่มแต่ละครั้งจะทำให้กองทรัสต์มีอายุคงเหลือของสิทธิการเช่าที่ยาวขึ้น เพิ่มโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนจากรายได้ค่าเช่าที่ยาวขึ้นไปด้วย
ครั้งนี้ก็เช่นกันกองทรัสต์เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ใน 2 โรงแรม “ระดับบน (Upscale) และระดับหรู (Luxury)” ที่มีศักยภาพระดับ “5 ดาว” ในเมืองพัทยา ประกอบด้วย
-
โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา จำนวน 490 ห้องพัก
-
โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา จำนวน 396 ห้องพัก
“ซึ่งทั้ง 2 ระดับถือว่าเป็นตลาดที่มีซัพพลายจำกัดเพียง 23% ของจำนวนห้องพักรวมของโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์กว่า 60,435 ห้อง ณ สิ้นปี 2565 และการแข่งขันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับโรงแรมระดับกลางลงมาที่มีกว่า 77% (ที่มา: JLL และแหล่งข้อมูลอื่นๆ) จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อไทยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ขยับมาแตะระดับ 91% แล้วทั้ง 2 แห่ง”
“ภายหลังการลงทุนเพิ่มจะทำให้กองทรัสต์ LHHOTEL มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า สินทรัพย์รวมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีทรัพย์สินที่กระจายตัวดีขึ้นในทำเลที่มีศักยภาพในกรุงเทพฯ 55% และพัทยา 45% ไม่เพียงเท่านี้อายุเฉลี่ยของสิทธิการเช่าก็จะยาวขึ้นเป็น 22.2 ปี จากเดิม 18.1 ปี ที่สำคัญจะทำให้ผลตอบแทนหลังลงทุนเพิ่มปรับตัวดีขึ้นด้วย ประมาณการอัตราการจ่ายประโยชน์ตอบแทนภายหลังการเพิ่มทุนสูงถึง 10.5%/1 ”
สำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ของกองทรัสต์ “LHHOTEL” ถือเป็นอีกก้าวสู่การเติบโตครั้งใหม่ พร้อมการกลับมาของภาคการท่องเที่ยวของไทยที่จะกลับมาบูมอีกครั้ง เป็นการเติบโตที่จะส่งผลดีต่อ “กองทรัสต์” และ “ผู้ถือหน่วยทรัสต์” อย่างแน่นอน
สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดช่วงเวลาและช่องทางการจองซื้อ/2,3
1.ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อ/4,5
-
ช่วงเวลาจองซื้อ: ระหว่างวันที่ 16 –20 ตุลาคม 2566
-
ช่องทางการจองซื้อ: ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านทุกสาขาทั่วประเทศและเว็บไซต์ kasikornbank.com/kmyinvest โทร 02-888-8888 ต่อ 819 และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผ่านทุกสาขาทั่วประเทศและแอปพลิเคชัน SCB EASY โทร. 02-777-6784
2.ประชาชนทั่วไป/5
-
ช่วงเวลาจองซื้อ: ระหว่างวันที่ 24 – 27 ตุลาคม 2566
-
ช่องทางการจองซื้อ: ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
หมายเหตุ:
-
อ้างอิงประมาณการผลตอบแทนของกองทรัสต์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน บนสมมติฐานราคาเสนอขายสูงสุดไม่เกิน 10.5 บาทต่อหน่วย
-
การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่าย เงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นไปตามที่กำหนดในร่างหนังสือชี้ชวน
-
ผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ขอสงวนสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมในกรณีที่ผู้จองซื้อเป็นสัญชาติอื่นใดที่มิใช่สัญชาติไทย อย่างไรก็ดี รายชื่อสัญชาติของผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่ไม่ได้รับการเสนอขายหน่วยทรัสต์จะถูกประกาศผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนวันจองซื้อหน่วยทรัสต์
-
ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีรายชื่อในสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยทรัสต์ ณ วันที่ 27 กันยายน 2566
-
ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุดที่จะมีการประกาศในวันที่ 9 ตุลาคม 2566 และประชาชนทั่วไปจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้ายที่จะมีการประกาศในวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ จะมีการคืนส่วนต่างหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาเสนอขายสูงสุด
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lhhotelreit.com
และศึกษารายละเอียดได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=528011&lang=th
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทรัสต์ มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
