“LTF” ผลตอบแทน 10 ปี “น่าผิดหวัง” ทำได้เฉลี่ย +0.75% ต่อปี... หวั่นกระทบ “TESG” ดึงเงินเข้า “ตลาดหุ้นไทย” ได้ไม่ปัง-เหตุ 8 ปี อาจนานไป!!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลงานกลุ่ม “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) หลังจากกระทรวงการคลังไฟเขียวให้ตั้ง “กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน” หรือ “Thailand ESG Fund” (TESG) หวังมาให้ดึงเงินลงทุนเข้าตลาดหุ้นไทยแบบเดียวกับที่กอง LTF เคยทำ
หลัง “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF) ไม่ตอบโจทย์เรื่องนี้เท่าไรนัก
โดยกอง TESG จะเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG วงเงินลงทุนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/ราย เป็นวงเงินเพิ่มเติมจากการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่ภาครัฐให้สิทธิภายใต้วงเงินรวมไม่เกิน 500,000 บาท/ราย โดยต้องถือลงทุนให้ครบ 8 ปีเต็ม
แต่ถ้าดูผลตอบแทน “ตลาดหุ้นไทย” ผ่านดัชนี SET TRI ย้อนหลัง 10 ปี นิ่งสนิททำผลตอบแทนได้เพียง +2.69% ต่อปี ในขณะที่ SET Index -0.43% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 23)
นับเป็น “ทศวรรษที่หายไป” ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจในกลุ่มของกอง LTF เอง ก็ผลตอบแทนไม่ไปไหนเช่นกัน “น่าผิดหวัง” ทำได้เฉลี่ยเพียง +0.75% ต่อปีเท่านั้น
ถ้าจะลงทุนระยะยาวใน “หุ้นไทย” ผ่านกอง TESG ไปอีก 8 ปี เลยไม่แน่ใจว่า...เสียงตอบรับจากนักลงทุนไทยจะมากน้อยแค่ไหน?
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีผลงานกลุ่มกอง LTF ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน

“LTF” ผลตอบแทน 10 ปี “น่าผิดหวัง” ทำได้เฉลี่ย +0.75% ต่อปี...มีผลตอบแทน ‘ติดลบ’ อยู่ 19%
จากการสำรวจผลงานของกอง LTF ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ย. 23) ของทีมงาน ‘WealthyThai’ พบว่า จาก 52 กอง ผลงานโดยรวมน่าผิดหวังสามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยเพียง +0.75% ต่อปี เท่านั้น โดยมี 42 กอง คิดเป็น 81% ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” ในขณะที่มีอีก 10 กอง คิดเป็น 19% ที่ผลงานยัง “ติดลบ”
โดยมี 27 กอง คิดเป็น 52% ที่มีผลตอบแทนชนะค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ในขณะที่มี 25 กอง คิดเป็น 48% ที่แพ้ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม หรือแพ้-ชนะใกล้เคียงกันนั่นเอง ทั้งนี้กอง LTF ที่มีผลงานดีสุดในช่วง 10 ปี ทำได้ +2.74% ต่อปี ในขณะที่กองที่มีผลงานแย่สุดติดลบ -1.67% ต่อปี หรือต่างกันอยู่ 4.41% ต่อปี
“ถ้ามองว่าความแตกต่างของผลตอบไม่มากในช่วง 10 ปี เลือกกอง LTF กองไหนก็ไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าความแตกต่างนี้มีความหมาย ความเสี่ยงในการเลือกกองทุนก็ยังมีอยู่สำหรับนักลงทุนไทยที่ควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน”
6 "LTF" ผลตอบแทน 10 ปี ดีสุด โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.40% ต่อปี...ส่วน 5 "LTF" ผลงานท้ายตาราง ติดลบเฉลี่ย -1.30% ต่อปี
สำหรับ 6 กอง LTF ที่มีผลงานดีสุดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา สามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +2.40% ต่อปี ได้แก่ อันดับ1) “PRINCIPAL LTF-T” ของบลจ.พรินซิเพิล +2.74% ต่อปี, 2) “ASP-GLTF-T” ของบลจ.แอสเซท พลัส +2.59% ต่อปี, 3) “KWI LTF” ของบลจ.เคดับบลิวไอ +2.39% ต่อปี
4) “PRINCIPAL 70LTFD-T” ของบลจ.พรินซิเพิล +2.27% ต่อปี, 5) “TDLTF-A” ของบลจ.ทิสโก้ +2.27% ต่อปี และ 6) “CG-LTF” ของบลจ.ยูโอบี +2.11% ต่อปี ตามลำดับ

ส่วน 5 กอง LTF ที่มีผลงาน 10 ปีอยู่ท้ายตารางนั้น ทำผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -1.30% ต่อปี ประกอบด้วย “KFLTFDIV” ของบลจ.กรุงศรี -1.67% ต่อปี, “1SMART-LTF” ของบลจ.วรรณ -1.47% ต่อปี, “KFLTFEQ” ของบลจ.กรุงศรี -1.45% ต่อปี, “BIG CAP-D LTF” ของบลจ.ยูโอบี -1.01% ต่อปี และ “ABLTF” ของบลจ.อเบอร์ดีน -0.90% ต่อปี ตามลำดับ
หวั่น “TESG” เกาไม่ถูกที่คัน-ระยะเวลาลงทุนยาวไป...ดึงเงินเข้า “ตลาดหุ้นไทย” ไม่ได้เหมือน “LTF”
หนึ่งในสิ่งที่ตลาดทุนไทยเรียกร้องมาตลอด ก็คือ กองทุนที่มีรูปแบบคล้ายกอง LTF เพื่อดึงเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย มาช่วยสร้างเสถียรภาพในยามที่ตลาดมีความผันผวน ซึ่งหลังจากยุติกอง LTF ไปแล้ว กอง SSF ก็ไม่ตอบโจทย์
และในปี2000 ซึ่งเป็นปีแรกของกอง SSF ก็มีการไฟเขียวให้มี “กองทุนเพื่อการออมพิเศษ” (SSFX) ที่ลงทุนใน “หุ้นไทย” โดยเฉพาะ ให้วงเงินใช้สิทธิไม่เกิน 2 แสนบาท/ราย แยกต่างหากจาก SSF และ RMF ในปีนั้นมีเงินลงทุนไหลเข้ามากอง SSFX ทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท เท่านั้น
“ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขที่ได้รับการพูดถึงอย่างมาก ก็คือ ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานเกินไปถึง 10 ปี นั่นเอง การถูกล็อกไว้ในหุ้นไทย 10 ปี ถ้าผลตอบแทนไม่ไปไหน ก็ไม่รู้จะหลบไปทางไหนได้เช่นกัน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่กระทรวงการคลังให้กอง SSF มีนโยบายการลงทุนหลากหลายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนกับนักลงทุนนั่นเอง”
สำหรับกอง TESG ในครั้งนี้ ให้วงเงินลงทุนไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ระยะเวลาลงทุน 8 ปี ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งวงเงินน้อยกว่า SSFX แต่ระยะเวลาลงทุนสั้นกว่าเหลือเพียง 8 ปี แต่การถูกล็อกในหุ้นไทยระยะยาว ด้วยผลตอบแทนของกอง LTF ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาที่ “น่าผิดหวัง” ก็หวั่นใจว่า ตัวเลขเงินลงทุนที่จะเข้ามานั้น อาจไม่ได้ปังมากมายอย่างที่ฝ่ายตลาดทุนต้องการจะเห็น การประเมินเม็ดเงินในปีแรกไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ก็น่าจะอิงมาจากยอดลงทุนใน SSFX ในปีแรกนั่นเอง
แต่สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสลงทุนในหุ้นไทยที่มี ESG ร่วมส่งเสริมบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อโลก มองหา “ผลตอบแทน” ควบคู่ไปกับ “การประหยัดภาษี” เชื่อว่ากอง TESG ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
