Official Update :

“ThaiESG” ปีนี้ยังลุ้นหนักกับเป้าหมาย “1 หมื่นล้านบาท”... แต่มั่นใจเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” !!!

Fun of Funds: เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) เรียกว่า มาในช่วงสุดท้ายของปีเลยจริงๆ บลจ.มีเวลาขายกันประมาณ 3 อาทิตย์ เท่านั้น (ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 23) ที่ผ่านมา ก็ยังเหลือเวลาลงทุนได้จนถึงวันพรุ่งนี้ (วันที่ 28 ธ.ค. 23) อีกวัน


22 กอง มีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน ณ วันที่ 25 ธ.ค. 23 ประมาณ 2,544 ล้านบาท คงต้องลุ้นกันหนักว่าจะเข้าเป้า 10,000 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้าหรือไม่?


อย่างไรก็ตาม ใครที่หวังว่า...เม็ดเงินของกอง ThaiESG ระดับ 1 หมื่นล้าน จะดันให้ “ตลาดหุ้นไทย” พุ่งแรงคึกคักทันตาเห็น อาจจะต้องผิดหวัง เพราะขนาดเม็ดเงินไม่ได้มากอย่างที่คิด


แต่ถ้าหวังว่า...เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ จะเข้าไปลงทุนในกิจการที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG ช่วยส่งเสริมการสร้างอนาคตไทยให้ยั่งยืนได้นั้น อาจเป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน !!!


เพราะเป้าหมายของเงินลงทุนของกอง ThaiESG เหล่านี้ พุ่งเป้าไปยัง “5 สินทรัพย์” ด้านความยั่งยืนทั้งสิ้น ทั้ง 5 สินทรัพย์นั้น มีอะไรบ้างนั้น ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทข้อมูลจาก  


“ฝ่ายนโยบายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พร้อมๆ กันได้เลย



5 สินทรัพย์ “ThaiESG” ลงทุน...มั่นใจสร้าง “อนาคตไทยยั่งยืน”

สำหรับ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) นั้น ถือเป็นกองทุนใหม่ที่เข้ามาแบบเฉพาะกิจส่งท้ายปี2023 พอดี นักลงทุนส่วนใหญ่เลยอาจจะยังไม่คุ้ยเคยเท่าไรนัก แว่บแรกอาจจะเข้าใจว่ามาแทน “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) แต่เน้นลงทุนในหุ้นไทยกลุ่ม ESG แทน


แต่จริงๆ แล้ว กอง ThaiESG นี้ ส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในไทยที่กว้างกว่านั้น โดยมีประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้ลงทุนด้วยเพิ่มเติมต่างหาก 100,000 บาท ลงทุนได้ “ไม่เกิน 30%” ของรายได้พึงประเมิน โดยต้องถือลงทุนตั้งแต่ 8 ปี ขึ้นไป (นับแบบวันชนวัน)


ซึ่งเงินลงทุนของกอง ThaiESG นี้ นักลงทุนมั่นใจได้เลยว่าจะนำไปลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะกอง Thai ESG ต้องเน้นลงทุนในทรัพย์สินของผู้ออกที่เป็นภาครัฐหรือกิจการไทยที่มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) หรือเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Environment, Social, Governance : ESG) ของประเทศ โดยแบ่งประเภททรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้



กลุ่มที่ 1: หุ้นที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ได้รับการคัดเลือกจาก SET ว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม หรือความยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามผลการประเมินหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA จำนวน 34 บริษัท ระดับ AA จำนวน 70 บริษัท ระดับ A จำนวน 64 บริษัท และระดับ BBB จำนวน 25 บริษัท รวมทั้งสิ้น 193 บริษัท


“ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่า กองทุนรวม Thai ESG จะลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระแล้วว่า มีการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีความอย่างยั่งยืน”


กลุ่มที่ 2: หุ้นที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนใน SET หรือ mai ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อย GHGs ของประเทศไทย


“เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่า บริษัทจดทะเบียนที่กองทุนรวม Thai ESG ลงทุน จะมีส่วนช่วยลดการปล่อย GHGs ของประเทศไทย”


กลุ่มที่ 3“ตราสารเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” (green bond) “ตราสารเพื่อความยั่งยืน” (sustainability bond) หรือ “ตราสารส่งเสริมความยั่งยืน” (sustainability – linked bond) ผู้ออกตราสารที่เป็นบริษัทเอกชนไทยจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้สำหรับโครงการต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือความยั่งยืนของประเทศไทย เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการปลูกและบำรุงรักษาป่าชายเลน เป็นต้น และตราสารดังกล่าวต้องผ่านการอนุญาตออกและเสนอขายจาก ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ออกจะมีการเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับด้านความยั่งยืน สอดคล้องตามมาตรฐานสากล


กลุ่มที่ 4“พันธบัตรหรือหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” (green bond) “พันธบัตรหรือหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน” (sustainability bond) หรือ “พันธบัตรหรือหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน” (sustainability – linked bond) ซึ่งออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจไทยที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย


เช่นเดียวกับตราสารที่ออกโดยภาคเอกชน วัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากออกพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำ จะต้องใช้ในโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือความยั่งยืนของประเทศไทย เช่น การลงทุนในโครงการขนส่งพลังงานสะอาดที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน การลงทุนพัฒนาพื้นที่และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เป็นต้น


กลุ่มที่ 5: โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน” (investment token) ที่ออกตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะต้องเป็นโทเคนดิจิทัลสำหรับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (green-project token) หรือ โทเคนดิจิทัลสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องด้านความยั่งยืน (sustainability-project token) หรือ โทเคนดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (sustainability-linked token) ซึ่ง ก.ล.ต. จะกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และประกาศให้ทราบต่อไป



“การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน”...เพื่อความโปร่งใส มั่นใจได้ว่าลงทุนแบบรักษ์โลก

ที่สำคัญทางสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่บริหารจัดการกอง Thai ESG ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของ “กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน” หรือ Sustainable and Responsible Investing Fund (SRI Fund) เช่น วัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน นโยบายและกลยุทธ์การบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืน กระบวนการวิเคราะห์และคัดเลือกหลักทรัพย์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน และสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกองทุนรวม Thai ESG ที่มีนโยบายการลงทุนเดียวกันได้โดยสะดวก


“นอกจากนี้ บลจ. จะต้องรายงานผลการบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืนทุกรอบระยะเวลา 6 เดือนและรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ลงทุนทราบด้วย ทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่า ผู้จัดการกองทุนจะมีการบริหารเงินลงทุนอย่างยั่งยืนแบบโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้”


ปัจจุบันผู้ลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่อความยั่งยืน” มากขึ้น กอง Thai ESG ก็เป็นกองทุนรวมที่ภาครัฐให้การสนับสนุนมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการสร้างทางเลือกในการออมระยะยาวสำหรับประชาชน ที่จะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDGs) ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 ต่อไป วันนี้คุณลงทุนในกอง ThaiESG กันแล้วหรือยัง ?

โต๊ะกองทุน WealthyThai