ปี23 “หุ้นกู้มีปัญหา” 3.9 หมื่นลบ. ไม่ถึง 1% ของหุ้นกู้ทั้งระบบ... ส่วนปี24 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 8.9 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 10% !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในปี2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สั่นสะเทือน “ตลาดตราสารหนี้ไทย” และส่งผลกระทบไปในวงกว้างสู่แวดวงตลาดเงินตลาดทุน หลังหุ้นกู้ของ “STARK” 5 รุ่น มูลค่ารวมกันกว่า 9.2 พันล้านบาท “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) ไปทั้งๆ ที่เป็นหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ (Investment Grade) มีเรทติ้ง BBB+
และมาปิดท้ายด้วยหุ้นกู้ของ “JKN” ส่งท้ายปี แบบเซอร์ไพรส์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิด Default ทั้งที่งบการเงินก็สวยหรู
ต่อเนื่องมาถึงการเปิดศักราชใหม่กับหุ้นกู้ของ “ITD” ที่ต้องตามลุ้นว่าจะมีบทลงเอยอย่างไร? เล่นเอาตลาดหุ้นกู้ร้อนตลอดทั้งปี
แต่ในปี2023 ยอดออกหุ้นกู้ระยะยาวทั้งตลาดก็ยังเป็นไปตามเป้า 1.02 ล้านล้านบาท เป็นปีที่4 ที่ยอดการออกเกิน 1 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
และสิ่งที่เกิดขึ้นใน “ตลาดตราสารหนี้” นั้น “ไม่ใช่วิกฤติ” แต่เป็นภาวะปกติใหม่ หรือ “New Normal” ในตลาดตราสารหนี้เท่านั้นเอง
ภาพรวมในตลาดตราสารหนี้ไทยในปีที่ผ่านมานั้น มีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจบ้าง และ “ปัญหา หุ้นกู้” น่ากังวลมากน้อยเพียงใด ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัพเดทข้อมูลพร้อมฟังมุมมองจากทาง “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) พร้อมกันได้เลย

“หุ้นกู้มีปัญหา” มีไม่ถึง 1% มั่นใจ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ยังโอเค… “ไม่ใช่วิกฤติ” แต่เป็น “New Normal”
โดย “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า สิ้นปี2023 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 16.51 ล้านล้านบาท คิดเป็น 95% ของ GDP และเติบโตเพิ่มขึ้น 5.4% จากสิ้นปีก่อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักทางการเงินที่สำคัญของประเทศ นอกเหนือจากสินเชื่อแบงก์ (105% ของ GDP) และตลาดหุ้น (98% ของ GDP) แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาก็ตาม แต่ยอดออกหุ้นกู้ระยะยาวก็ยังคงแตะ 1.02 ล้านล้านบาท เป็นปีที่4 ที่ยอดการออกเกิน “1 ล้านล้านบาท” ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ยังเป็นหนึ่งในทางเลือกการระดมทุนที่สำคัญและเป็นทางเลือกการลงทุนของนักลงทุนด้วยเช่นกัน

(ดร.สมจินต์ ศรไพศาล)
“หุ้นกู้มีปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของหุ้นกู้ High Yield ในปีที่ผ่านมาจะพบว่าปัญหาหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น ในสหรัฐ หรือในจีนก็เกิดขึ้นเช่นกัน เป็นพัฒนาการปกติของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งหากมองในภาพรวมพบว่า ‘หุ้นกู้มีปัญหา’ มีมูลค่ารวม 39,412 ล้านบาท ไม่ถึง 1% ของมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ในระบบ มั่นใจ ‘ตลาดตราสารหนี้ไทย’ ส่วนใหญ่ยังโอเค ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและดอกเบี้ยสูง ถือเป็นความท้าทายของตลาดตราสารหนี้โดยรวม ผู้ออกก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการสร้างสมดุลของแหล่งเงินลงทุน ในส่วนของนักลงทุนเองก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกลงทุน มีการกระจายความเสี่ยง ตลอดจนคำนึงถึงเรื่องสภาพคล่องของตัวเองด้วยเช่นกัน”
“ต่างชาติ” ขายสุทธิตราสารหนี้ไทย 1.47 แสนล้านบาท...คาดแรงขายลดลง หลัง “แบงก์ชาติ” ขึ้นดอกเบี้ยลดส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐ
ในปี2023 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตราสารหนี้ไทยรวม 146,608 ล้านบาท โดยขายต่อเนื่องในไตรมาสที่1-3 แต่หลังสหรัฐหยุดขึ้นดอกเบี้ยและไทยขึ้นดอกเบี้ยตามมาจนลดช่องว่างของดอกเบี้ยไทยและสหรัฐลงนั้น ทำให้ในไตรมาสที่4 เงินต่างชาติพลิกมาเป็นซื้อสุทธิเล็กน้อย 3,681 ล้านบาท คงไม่ได้หมายความว่าเงินต่างชาติจะไหลกลับมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่สะท้อนว่าแรงขายของต่างชาติลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ “แบงก์ชาติ” ที่ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมา 2.5% จึงมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หากไม่ขยับตามขึ้นมาภาพอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนี้ก็ได้
“และจะพบว่าแม้ต่างชาติจะขายสุทธิกว่า 1.47 แสนล้านบาท ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทยแต่ประการใด เพราะต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยสิ้นปี2023 อยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็ถือลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นหลัก โดยมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุน 8.4 ปี จากปีก่อนที่ 8.0 ปี”
“หุ้นกู้” ปี24 คาดยอดออกชะลอตัว ทั้งปี 0.9-1.0 ล้านล้านบาท…ชี้ “ตลาด High Yield” ไม่ได้แย่ทั้งหมด
ด้าน “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า ปกติแล้วการ Default ในกลุ่ม High Yield เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้และนักลงทุนเองก็รู้ถึงความเสี่ยงในหุ้นกู้กลุ่มนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ในปีที่ผ่านมากรณีของ “STARK” ไม่ใช่ High Yield ก็กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนพอสมควร รวมถึงกรณีของ “JKN” ด้วยเช่นกัน มาต้นปีก็มีกรณีของ “ITD” ขึ้นมาอีก แต่ของ ITD ยังไม่เป็น Default และต้องดูว่าจะสามารถเจรจายืดหนี้ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะอยู่ในกลุ่ม “ปรับโครงสร้างหนี้” ไป
สิ้นปี 2023 มี “หุ้นกู้มีปัญหา” รวมมูลค่า 39,412 ล้านบาท ประกอบด้วย
- “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) 7 บริษัท ได้แก่ ACAP, ALL, APEX, DR, IFEC, JKN และ STARK
- “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) 13 บริษัท ได้แก่ CGD, CHO, CISSA, CMO, GCAP, IRIS, JCK, JCKD, PHUKET, SNW, TBTZ, TLUXE และ WGH
- “ล้มละลาย” (Bankruptcy) 1 บริษัท คือ EARTH
- “Failed to pay” 1 บริษัท คือ PPH

(อริยา ติรณะประกิจ)
“ในปี24 มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนด 8.9 แสนล้านบาท กว่า 90% เป็น Investment Grade มีกลุ่ม High Yield เพียง 9.9 หมื่นล้านบาท ประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วกลุ่ม Investment Grade ไม่มีปัญหาในการ Rollover อยู่แล้ว ดังนั้นในภาพรวมตลาดตราสารหนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจะมีหุ้นกู้ที่มีปัญหาเกิดขึ้นอีกหรือไม่นั้น ก็ตอบได้ยากต้องดูเป็นรายๆ ไป แต่ไม่อยากให้มองว่าหุ้นกู้ High Yield จะมีปัญหาไปทั้งหมด ในปี23 ที่ผ่านมา ก็มีหุ้นกู้ High Yield ของ 16 บริษัทที่ไถ่ถอนก่อนกำหนดมูลค่ารวม 8,447 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน และคงไม่ได้ไปโฟกัสกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งว่ามีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะหากดูหุ้นกู้มีปัญหาที่เกิดขึ้นก็กระจายไปในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ได้เฉพาะอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียวแต่ประการใด”
ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวมการออกหุ้นกู้ระยะยาวในปีนี้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ไม่มากมองว่าทั้งปียอดออกน่าจะอยู่ประมาณ 0.9 – 1.0 ล้านล้านบาท ได้ ต้องถือว่าใน “ปีมะโรง-2024” เป็นปีที่ท้าทายของตลาดตราสารหนี้เลยทีเดียว
