“ASP-INDO-UI”...ร่วมเติบโตไปกับ “หุ้นอินโดนีเซีย” ประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน !!!
โดย: บลจ.แอสเซท พลัส
รู้หรือไม่?...ในปี2023 ที่ผ่านมานั้น “ตลาดหุ้นอาเซียน” ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมี 2 ตลาด ได้แก่ “หุ้นเวียดนาม” +12.20% และ “หุ้นอินโดนีเซีย” +6.16%
นอกนั้นล้วนติดลบกันถ้วนหน้าหนักสุดได้แก่ “หุ้นไทย” ที่ติดลบไป -15.15% ตามมาด้วย “หุ้นมาเลเซีย” -2.73%, “หุ้นฟิลิปปินส์” -1.77%, และ “หุ้นสิงคโปร์” -0.35% ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, as of 28 Dec 2023)
ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่เวลานึกถึงตลาดที่มีการเติบโตสูงและน่าสนใจ มักจะนึกถึง “อินเดีย” และ “เวียดนาม” เป็นหลัก จนลืมไปว่ายังมีตลาดที่มีการเติบโตสูงในโลกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “อินโดนีเซีย” นั่นเอง ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมาพร้อมโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไปพร้อมๆ กัน
โดยทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะโตระดับ 5.0% ในปี2023 และ 2024 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงมากติดระดับโลกตลาดหนึ่งเลยทีเดียว (ที่มา: World Economic Outlook, October 2023)
“อินโดนีเซีย” ถือเป็นหนึ่งใน “ดาวรุ่ง” ของอาเซียน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้น ที่สำคัญยังเป็นตลาดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจน้อย ทำให้โอกาสตรงนี้ยังคงเปิดกว้างและอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นเอง
จะดีแค่ไหน? ถ้ามีโอกาสเข้าไปลงทุนใน “ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย” เพื่อร่วมเติบโตไปกับเศรษฐกิจในระยะยาวกับประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนและยังเป็นหนึ่งในประเทศ “ดาวรุ่ง” ของอาเซียน อีกด้วย
วันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้วกับ “ASP-INDO-UI: กองทุนเปิด แอสเซท พลัส อินโดนีเซีย โกรท ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วย “สไตล์ที่แตกต่าง” ผ่านทีมงานผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ของอินโดนีเซียที่เป็น “Local Fund” เอง ซึ่งเตรียมเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. – 8 ก.พ. 67
“อินโดนีเซีย” หนึ่งในดาวรุ่งแห่งอาเซียน…ตลาดที่โลก “ไม่อาจละเลย”
หนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าสนใจก็คือ ธีมของประเทศที่มีการเติบโตสูง (Growth) ซึ่ง “อินโดนีเซีย” ก็จัดอยู่ในธีมนี้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคนยังพูดถึงกันค่อนข้างน้อย แต่เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงอีกแห่งของ “อาเซียน” และเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงติดอันดับโลก
“ในแง่ของเศรษฐกิจอินโดนีเซียไม่เพียงใหญ่สุดในอาเซียนเท่านั้น ด้วยขนาด 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ยังถูกคาดการณ์ว่าจะโตแบบก้าวกระโดดจนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ ‘อันดับ4’ ของโลก ในปี2050 หรือในอีก 26 ปี ข้างหน้า เป็นรองแค่จีน, สหรัฐ และอินเดีย เท่านั้น จากปัจจุบันอยู่ ‘อันดับ16’ ของโลก (ที่มา: Statista as of Dec 2023, Investopedia, Goldman Sachs)”

เปิด “ปัจจัยบวก” สำคัญ...พร้อมหนุน “เศรษฐกิจอินโดนีเซีย” โตก้าวกระโดด
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ใน “ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP” (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ในปีที่ผ่านมานั้น มีเพียง “หุ้นอินโดนีเซีย” เท่านั้นที่ปรับตัวเป็นบวกขึ้นมาได้เพียงตลาดเดียว เพราะถือเป็นตลาดที่เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากปัจจัยสนับสนุนมากมายที่นักลงทุนอาจยังไม่ค่อยทราบกัน ประกอบด้วย
-
เป็นประเทศที่มี “ประชากรมากที่สุด” ในอาเซียนประมาณ 280 ล้านคน มากเป็น “อันดับ4” ของโลก มีประชากรมุสลิมมากสุดในโลก และส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน ในขณะที่สังคมโลกกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงถือเป็น “แต้มต่อ” ที่สำคัญด้านกำลังแรงงานที่โลกต้องอิจฉา
-
ด้วยค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สูง และมีตลาดที่ใหญ่ จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายในการย้ายฐานการผลิต ดึงดูด “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” (FDI) เข้ามามากเป็น “อันดับ2” ในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 4.56 หมื่นล้านดอลลาร์ สิ้นปี2022 (ที่มา: Asean Briefing as of May 2023) ช่วยสร้างการจ้างงาน รายได้ของแรงงานปรับตัวดีขึ้น ซึ่งกำลังจะขยับไปสู่ชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงพร้อมก้าวสู่สังคมเมืองในอนาคต เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กำลังซื้อในตลาดอินโดนีเซียปรับตัวสูงขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศที่สำคัญ
-
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอินโดนีเซียอยู่ในแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) จึงทำให้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ “แร่นิกเกิล” มีมากที่สุดในโลก มีส่วนแบ่งราว 1 ใน 4 ของทั้งโลก ทำให้สามารถผลิตได้มากที่สุดในโลก แตะระดับ 1.6 ล้านเมตริกตัน ในปี2022 และคาดว่าจะสามารถผลิตได้ถึง 50% ของโลกในปี2025 อีกด้วย ตามทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ของโลก
-
นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมี “บริษัท Startup” จำนวนมากกว่า 2,000 บริษัท มากเป็น “อันดับ2” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้เป็น “Unicorn” 22 บริษัท ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และ “Decacorn” 2 บริษัท ที่มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย
-
ไม่เพียงเท่านี้ การย้ายเมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” (Nusantara) เมืองหลวงอัจฉริยะสู่ความยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี2045 จะมีบริษัทย้ายไปเป็นจำนวนมากหลังรัฐยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 100% เป็นเวลา 10 ปี สำหรับบริษัทที่ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่นั่นอีกด้วย คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานตามมาเพิ่มถึง 4.8 ล้านตำแหน่ง
“นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุน ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปิดทางให้ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจกลุ่ม “Priority Sector” ได้ถึง 100% ครอบคลุมกว่า 245 ประเภทธุรกิจ เป็นต้น”
ทำไม? “หุ้นอินโดนีเซีย” จึงน่าสนใจ...สถิติฟ้อง “หลังเลือกตั้ง” 1 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.88%
นอกจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่นในระยะยาวแล้ว ในแง่ของ “หุ้นอินโดนีเซีย” เองก็ถือว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นตลาดที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap.) กว่า 7.6 แสนล้านดอลลาร์ เป็น “อันดับ1” ของอาเซียน และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่สำคัญมีโครงสร้างของกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศค่อนข้างสูงและนักลงทุนสถาบันในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี

แม้ในปีที่ผ่านมาจะแอบบวกมาเงียบๆ ไป +6.16% แต่ราคา “หุ้นอินโดนีเซีย” ก็ยัง “ถูก” มี Forward P/E 12 เดือนข้างหน้าเพียง 13.86 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 15 เท่า ในขณะที่อัตรากำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโต +12.27% และ +8.81% ในปี2024 และ 2025 ตามลำดับ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจที่คาดว่าจะโต 5% และ 5.10% ในปี2024 และ 2025 ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, as of 28 Dec 2023)
ที่สำคัญ อินโดนีเซียกำลังจะมีการ “เลือกตั้งประธานาธิบดี” คนที่8 ในวันที่ 14 ก.พ. 2024 นี้ แทน “โจโก วีโตโต” ที่จะครบวาระ ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมานับตั้งแต่มีตลาดหุ้นอินโดนีเซียในปี1983 ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งหมด 7 ครั้ง โดยหลังการเลือกตั้ง 1 ปี ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.88% นี่จึงเป็นอีกจังหวะการเข้าไปลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
เปิดกลยุทธ์ใน “สไตล์ที่แตกต่าง”...ยืดหยุ่น-เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสูง
แล้วถ้าสนใจจะเข้าไปลงทุนใน “หุ้นอินโดนีเซีย” ใครจะรู้จักตลาดนี้ดีไปกว่าผู้จัดการกองทุนท้องถิ่นของอินโดนีเซียเอง
สำหรับ “ASP-INDO-UI: กองทุนเปิด แอสเซท พลัส อินโดนีเซีย โกรท ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ก็เชื่อมั่นในแนวทางนี้ โดยจะเน้นลงทุนใน “หุ้นอินโดนีเซีย” ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) หรือมีรายได้หลักจากอินโดนีเซียที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
โดยจะลงทุนผ่านทีมงานผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ของอินโดนีเซียเองที่เป็น “Local Fund” 3 กอง ที่มี “สไตล์การลงทุนที่แตกต่าง” จาก 2 บลจ. เบื้องต้นจะลงทุนทั้ง 3 กอง ในสัดส่วนใกล้เคียงกันประมาณ 33.33% ประกอบไปด้วย
1.Panin Dana Maksima: บลจ.ที่ก่อตั้งในปี1997 หนึ่งในบลจ.ที่เก่าแก่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีกลยุทธ์เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อโอกาสสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 1997 จนถึงสิ้นเดือนต.ค.2023 สามารถทำผลตอบแทนได้ +17.96% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด +9.43% ต่อปี) บริหารโดย “Panin Asset Management”

2.Panin Dana Teladan: ที่มีกลยุทธ์เน้นโฟกัสในมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท มีความยืดหยุ่นโดยดู Momentum ของหุ้นประกอบ สามารถทำผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2015 ถึงสิ้นธ.ค.2023 ได้ +8.21% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด +3.43% ต่อปี) บริหารโดย “Panin Asset Management” มีผลตอบแทนย้อนหลังที่แข็งแกร่งยาวนาน และมีทีมการลงทุนที่เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เฉลี่ยกว่า 25 ปี
3.Sucorinvest Equity Fund: ที่มีกลยุทธ์เฟ้นหามูลค่าพื้นฐานของแต่ละบริษัทและแต่ละวัฏจักรการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2012 ถึงสิ้นปี2023 สามารถทำผลตอบแทนได้ +8.54% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด +4.87% ต่อปี) บริหารโดย “Sucor Asset Management” บลจ.ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี1997 เป็นบลจ.ของลูกค้ารายย่อยที่ใหญ่สุดในอินโดนีเซีย
“ทั้งนี้ จากการ ‘จำลองพอร์ตการลงทุน’ เบื้องต้นของกองทุน ‘ASP-INDO-UI’ ในช่วง 9 ปี (2015 – 2023) นั้นพบว่า กองทุนสามารถชนะดัชนีชี้วัด (Benchmark) ได้ 6 ปี จาก 9 ปี มี Win rate 66.67% และ Sharpe Ratio ก็สูงกว่า Benchmark 6 ปี จาก 9 ปี เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน”
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาสินทรัพย์ในธีมของการเติบโตในระยะยาว “หุ้นอินโดนีเซีย” เป็นหนึ่งที่จัดอยู่ในธีมนี้ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่รองรับ และพร้อมจะโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่การขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เชื่อว่ากองทุน “ASP-INDO-UI” ที่เน้นลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียเพื่อร่วมเติบโตไปกับเศรษฐกิจในระยะยาว ด้วย “สไตล์การลงทุนที่แตกต่าง” จากผู้จัดการกองทุนที่เป็น “Local Fund” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีความแตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป ผู้ลงทุนจำเป็นต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุน พร้อมทั้งศึกษารายละเอียดจากเอกสารประกอบ การเสนอขายกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน
ผู้ลงทุน “โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ 1 ก.พ. – 8 ก.พ. 67
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ https://www.assetfund.co.th/adv/fund/ASP-INDO-UI
บลจ. แอสเซท พลัส โทร. 0-2672-1111 www.assetfund.co.th
