Official Update :

“กุมภา-ปีมะโรง” ร่วมเติบโตไปกับ 2 “ดาวรุ่ง” แห่งอาเซียน... “หุ้นอินโดฯ -เวียดนาม” ศก.โตแรง - ราคาไม่แพง!!!

ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?....ในปี2023 ที่ผ่านมานั้น ตลาดหุ้นอาเซียนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมี 2 ตลาดเท่านั้น นั่นก็คือ “เวียดนาม” และ “อินโดนีเซีย”


ซึ่งทั้ง 2 ประเทศถือเป็น “ดาวรุ่ง” ของอาเซียนมีเศรษฐกิจโตสูงติดระดับโลกทั้งคู่ โดยอินโดนีเซียคาดว่าปีนี้จะโต 5.0% ส่วนเวียดนามคาดว่าจะโต 6-6.5%


ตลาดหุ้นจึงมีโอกาสที่จะเดินหน้าต่อเนื่องสะท้อนภาพของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว


วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร 4 กองทุนเด่น” กุมภา-ปีมะโรง ที่น่าสนใจจากทั้ง 2 ตลาดนี้มาฝากกัน


ASP-INDO-UI” ลุย "หุ้นอินโดนีเซีย" ร่วมโตกับศก.ระยะยาว

ทั้ง “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” เป็น 2 ประเทศที่มากับ story ของการเติบโตและมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ของอินโดนีเซียเองเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่สุดในอาเซียนและประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับเวียดนาม และทั้ง 2 ประเทศยังเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่มีการย้านฐานการผลิตออกมาจากจีนอีกด้วย


ในส่วนของตลาดหุ้นทั้ง “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” ก็ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว ถ้ามองในกลุ่ม TIP ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดูมีเสน่ห์สุดในตอนนี้ ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามก็ยังมี Story เฉพาะตัวกับความคาดหวังที่จะได้อัพเกรดไปสู่ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) จากปัจจุบันที่ยังเป็น “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) อยู่นั่นเอง


สำหรับกองทุนแรกที่จะแนะนำได้แก่ ASP-INDO-UI: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อินโดนีเซีย โกรท ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อยของบลจ.แอสเซท พลัส ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นอินโดนีเซีย" หรือมีรายได้หลักจากอินโดนีเซียที่จดทะเบียนในประเทศอื่น โดยจะเลือกลงทุนใน “กองหุ้นอินโดนีเซีย” 3 กอง 3 สไตล์ ที่บริหารจัดการโดยบลจ.ท้องถิ่น (Local Fund) 2 บลจ. ได้แก่ Sucor Asset Management และ Panin Asset Management ที่มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ 33.33% ประกอบด้วย



- Sucorinvest Equity Fund: เฟ้นหามูลค่าพื้นฐานของแต่ละบริษัทและแต่ละวัฏจักรการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด


- Panin Dana Teladan: โฟกัสในมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท มีความยืดหยุ่นโดยดู Momentum ของหุ้นประกอบ


- Panin Dana Maksima: เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อโอกาสสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น


“ปัจจุบันกองทุน ASP-INDO-UI อยู่ระหว่างเสนอขาย IPO ถึงวันที่ 8 ก.พ. นี้”


UVO” เปิดประตูลงทุน "หุ้นเวียดนาม" สไตล์ Fund of Funds

ถัดมาสลับมาดู “กองหุ้นเวียดนาม” กันบ้าง ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายหลายหลาก แต่กองที่จะแนะนำในครั้งนี้มีสไตล์ที่แตกต่างน่าสนใจ ได้แก่UVO: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เวียดนาม ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ของบลจ.ยูโอบี ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นเวียดนาม" ผ่านกองทุนที่มีกลยุทธ์การบริหารในเชิงรุก (Active Portfolio Management) ซึ่งบริหารงานโดยผู้จัดการกองทุนชาวเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดหุ้นเวียดนามมายาวนาน รวมถึงกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล ประกอบด้วย



1) Forum One-VCG Partners Vietnam Fund:
บริหารจัดการโดย VinaCapital Group Limited จดทะเบียนที่ประเทศลักเซมเบิร์ก


2) Vietnam Equity (UCITS) Fund: บริหารจัดการโดย Dragon Capital Management Limited จดทะเบียนที่ประเทศไอร์แลนด์


3) JPMorgan Vietnam Opportunities Fund: บริหารจัดการโดย JP Morgan Asset Management Limited จดทะเบียนที่ประเทศฮ่องกง


4) Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF: กองทุนรวม ETF บริหารจัดการโดย Deutsche Asset Management


“ซึ่งการลงทุนในลักษณะของ Fund of Funds ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกอง UVO ได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ต้องการหาโอกาสรับผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของเวียดนามนั่นเอง”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุน UVO มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -49.89%


SCBINDO(A)” ร่วมโตไปกับ "หุ้นอินโดนีเซีย" ตอบโจทย์ระยะยาว

มาต่อกันด้วย “กองหุ้นอินโดนีเซีย” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารเชิงรับ (Passive Fund) ได้แก่ “SCBINDO(A): กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นอินโดนีเซีย (ชนิดสะสมมูลค่า)” ที่เน้นลงทุนใน“หุ้นอินโดนีเซีย” เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ได้ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานของดัชนี MVIS Indonesia Index ผ่านกองทุนหลัก ‘VanEck Indonesia Index ETF’ ที่บริหารจัดการโดย Van Eck Associates Corporation



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 23) ลงทุนในอินโดนีเซีย 81.19% โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Financials 29.80%, 2) Materials 14.90%, 3) Consumer Staples 11.80%, 4) Communication Services 10.10% และ 5) Industrials 8.60%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1) BANK CENTRAL ASIA TBK PT 8.33%, 2) BANK RAKYAT INDONESIA PERSERO TBK PT 8.22%, 3) BANK MANDIRI PERSERO TBK PT 7.11%, 4) TELKOM INDONESIA PERSERO TBK PT 6.45% และ 5) ASTRA INTERNATIONAL TBK PT 5.77% ตามลำดับ”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุน SCBINDO(A) มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -22.17%


PRINCIPAL VNEQ-A” เฟ้น "หุ้นเวียดนาม" พื้นฐานดี ฝีมือคนไทย

ปิดท้ายกันด้วย “PRINCIPAL VNEQ-A: กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่าของบลจ.พรินซิเพิล ที่เน้นลงทุน "หุ้นอินโดนีเซีย" และ/หรือกองทุนรวมอีทีต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ที่สำคัญเป็นการลงทุนโดยตรงของทีมผู้จัดการกองทุนไทยของบลจ.พรินซิเพิลอีกด้วย โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้นที่เข้มข้น ทุกบริษัทที่ลงทุนต้องทำ Company Visit เช่นเดียวกับที่ทำในตลาดหุ้นไทย



สำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 23) ได้แก่ 1) ธนาคาร 33.51%, 2) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 9.46%, 3) เหล็ก 7.92%, 4) เครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ 6.79% และ 5) บริการรับเหมาก่อสร้าง 6.5%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1) FPT CORPORATION  9.46%, 2) HOA PHAT GROUP JSC  7.92%, 3) MILITARY COMMERCIAL JOINT STOCK BANK  7.62%, 4) Housing Development Bank  6.96% และ 5) MOBILE WORLD INVESTMENT CORP  6.79% ตามลำดับ


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -43.72%


การมองหาโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้เจอ แล้วพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมของการเติบโตนั้นในระยะยาวก็เป็นอีกวิธีในการลงทุนที่น่าสนใจ และทั้ง 2 ตลาด “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” ก็จัดอยู่ในธีมประเทศที่มีการเติบโตสูงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในแง่ของ “ความผันผวน” ระหว่างทางหุ้นเวียดนามจะเหวี่ยงกว่าค่อนข้างชัดเจนตามสไตล์ “Frontier Market” ถ้ารับความเสี่ยงได้สูงก็ถือเป็นอีก 2 ตลาดที่น่าสนใจ และนี่เป็น “4 กองทุนเด่น” กุมภา-ปีมะโรง ที่คัดมาฝากกันซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’