“หุ้นจีน” โอกาสในวิกฤติ ดาวน์ไซด์จำกัด-อัพไซด์เปิด ลุ้น 100% ใน 5 ปี... ส่วน “หุ้นอินโดฯ” พร้อมติดปีกทะยานตามศก.ที่เติบโตระยะยาว !!!
Fun of Funds: ผ่านตรุษจีนมาก็ถือว่าเข้าสู่ “ปีมังกร” อย่างเต็มตัวเรียบร้อยสไตล์จีน ความหวังกับ “ตลาดหุ้นจีน” ยังคงไม่หมดไปแม้ช่วงที่ผ่านมาจะเข้าตำรา “ถูกแล้ว ถูกอีก” ไม่ยอมไปไหน เล่นเอานักลงทุนส่วนใหญ่บาดเจ็บไปตามๆ กัน
แต่ถ้าชอบของถูกก็คงจะทิ้ง “หุ้นจีน” ไม่ได้เช่นกันในเวลาเช่นนี้ ที่ภาครัฐขนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเข้ามาดูแลตลาดการเงินมากขึ้น ฉายแววความหวังขึ้นอีกครั้ง เชื่อว่าราตรีที่ยาวนานที่สุดย่อมมีวันหมดไปและนั่นอาจจะหมายถึง “หุ้นจีน” ในช่วงเวลาเช่นนี้
และตลาดที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่มาในแนวเอาใจคนชอบ “การเติบโต” ราคาสมเหตุผสมผล สามารถไปต่อได้มีพื้นฐานรองรับ ที่สำคัญยังเป้นเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดในอาเซียน นั่นก็คือ “ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย” นั่นเอง
โดย Story of Growth ก็ถอดแบบมาจากจีนในอดีตที่เคยเฟื่องฟู เศรษฐกิจโตดี คนมีรายได้เพิ่มขยับสู่ชนชั้นกลาง เมืองขยายตัว กำลังซื้อในประเทศมหาศาลจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป
ทั้ง 2 ตลาดถือว่าเป็น 2 ธีมหุ้นที่น่าสนใจ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นจีน” ช่วงปลายวิกฤติ...จังหวะลงทุนยาว-คาดหวังผลตอบแทนสูง 100% ใน 5 ปี
แม้ “ตลาดหุ้นจีน” จะทำนักลงทุนทั่วโลกเข็ดขยาดไปตามๆ กัน ราคาที่ถูกดูจะเป็นจุดขายไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันก็ถูกมานานมากแล้วนี่นา
อย่างไรก็ตาม “ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.จิตตะ เวลธ์ กลับมองต่างออกไปว่า ในครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีตและน่าจะเป้น “โอกาสในวิกฤติ” สำหรับการลงทุนในหุ้นจีนเลยทีเดียว หลังจากที่หุ้นจีนปรับลงมามาก จากความกังวลเรื่องภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ “ราคาหุ้นจีนและฮ่องกง” ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น “หุ้นจีน SSE” (Shianghai Stock Exchange Index) ลงมาเทรด P/E 12.83 เท่า ถูกสุดในรอบ 5 ปี และ “หุ้นจีนฮ่องกง HIS” (Hang Seng Index) ร่วงมาเทรดที่ P/E 8.46 เท่า ต่ำสุดในรอบเกือบ 15 ปี ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมา ถือเป็นโอกาสที่น่าลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวเป็นอย่างยิ่ง

(ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์)
“อย่างไรก็ตามการล้มละลายของ ‘Evergrande’ บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ของจีนเมื่อต้นปีนี้ทำให้เชื่อได้ว่า เวลานี้เราอยู่ในช่วงปลายของวิกฤติอสังหาฯ จีนแล้ว ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐผลักดันออกมา เช่น การปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีก 0.5% เพื่อเพิ่มเงินในระบบและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าโอกาสที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงจะปรับลดลงคงมีไม่มากแล้ว ในทางตรงข้ามปัจจุบันมีหุ้นดีราคาถูกเต็มไปหมด มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 15% หลังวิกฤติ โดยคาดหวังผลตอบแทนสูงถึง 100% ใน 5 ปีข้างหน้าหรืออาจเร็วกว่านั้น หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว”
“หุ้นอินโดฯ” ร่วมโตไปกับปท.ที่มีการเติบโตสูง & ศก.ใหญ่สุดในอาเซียน
มาต่อกันที่ “ดาวรุ่งแห่งอาเซียน” อย่าง “อินโดนีเซีย” กันบ้าง ตลาดที่น่าสนใจมี Story of Growth ที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกับอินเดียและเวียดนาม แต่นักลงทุนยังรู้จักตลาดนี้ค่อนข้างน้อย แต่นี่คือประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา และทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ก็คาดว่ายังจะโตต่อเนื่องได้ที่ระดับ 5% ในปี24 และ 25 ได้ต่อเนื่องเช่นกัน (ที่มา: World Economic Outlook, January 2024)
นั่นจึงทำให้ทาง “บลจ.แอสเซท พลัส” เองมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนใน “หุ้นอินโดนีเซีย” ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนตลาดนี้ด้วยขนาด 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ยังถูกคาดการณ์ว่าจะโตแบบก้าวกระโดดจนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ ‘อันดับ4’ ของโลก ในปี2050 หรือในอีก 26 ปี ข้างหน้า เป็นรองแค่จีน, สหรัฐ และอินเดีย เท่านั้น จากปัจจุบันอยู่ ‘อันดับ16’ ของโลก (ที่มา: Statista as of Dec 2023, Investopedia, Goldman Sachs)
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นจำนวน “ประชากรที่มากที่สุด” ในอาเซียนและส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน เป็นประเทศที่ดึงดูเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ มี “FDI” มากเป็น “อันดับ2” ในอาเซียน และยังมีแร่นิกเกิลมากสุดในโลก พร้อมที่จะเติบโตกับตลาดรถยนต์ EV ที่กำลังมาแรงในตลาดโลก รวมถึงยังมีบริษัท Start Up จำนวนมากกว่า 2,000 บริษัท มากเป็น “อันดับ2” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พร้อมจะเป็นคลื่นลูกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซียต่อไป
“ราคา” ไม่แพง...สถิติฟ้องหลังเลือกตั้ง 1 ปี ตลาดปรับขึ้นเฉลี่ย +8.46%
“แม้ในปีที่ผ่านมาจะแอบบวกมาเงียบๆ ไป +6.16% แต่ราคา ‘หุ้นอินโดนีเซีย’ ก็ยัง ‘ถูก’ มี Forward P/E 12 เดือนข้างหน้าเพียง 13.86 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 15 เท่า ในขณะที่อัตรากำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโต +12.27% และ +8.81% ในปี2024 และ 2025 ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, as of 28 Dec 2023)”
ที่สำคัญ อินโดนีเซียกำลังจะมีการ “เลือกตั้งประธานาธิบดี” คนที่8 ในวันที่ 14 ก.พ. 2024 นี้ แทน “โจโก วีโตโต” ที่จะครบวาระ ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมานับตั้งแต่มีตลาดหุ้นอินโดนีเซียในปี1983 ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งหมด 7 ครั้ง โดยหลังการเลือกตั้ง 1 ปี ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +8.46% นี่จึงเป็นอีกจังหวะการเข้าไปลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่น่าสนใจ “หุ้นจีน” ถูก ส่วน “หุ้นอินโดฯ” มีโมเมนตัมของการเติบโต ในจังหวะที่ตลาดปรับลง นักลงทุนอาจจะหวั่นไหว ไม่กล้าลงทุน แต่หากนึกถึงวลีของนักลงทุนระดับโลกอย่าง “Warren Buffett” ที่ว่า “จงกล้าในยามที่คนอื่นกลัว” จะพบว่านี่เป็นโอกาสที่น่าลงทุนเช่นเดียวกัน
