Official Update :

“กองหุ้นไทย” ร่วงตามดัชนี ปีนี้ผลงานติดลบเฉลี่ย -2.41%... “SCBVALUEE” แชมป์สูงสุด +5.23%, “K-STEQ-C(A)” ดิ่งหนักสุด -11.30% “บลจ.กรุงศรี” ยังมองบวก ให้เป้าสิ้นปี 1,500 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีมายังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องกว่า -3.64% ในขณะที่ดัชนีผลตอบแทนรวม (SET TRI) -1.98% (ณ วันที่ 25 เม.ย. 24)


เป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกแต่ก็ยังไม่มีใครสนใจเท่าไรนัก ดู “ไร้เสน่ห์” และไม่ดึงดูดเหมือนตลาดอื่นๆ ในโลกที่น่าสนใจกว่าโดยเปรียบเทียบ


ไม่น่าแปลกใจ ด้วยสภาพตลาดที่ไม่เป็นใจเช่นนี้ “กองทุนหุ้นไทย” เองก็ “ทรุด” ตามตลาดเช่นกัน ตั้งแต่ต้นปีมาทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -2.41% และกว่า 98% ยังมีผลงานที่ “ติดลบ” อีกด้วย


แต่มองแง่ดู ตลาดก็ยังมองดัชนีสิ้นปีนี้จะสูงกว่าในช่วงครึ่งปีแรกเป็นเอกฉันท์ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป ให้พอเป็น “กำลังใจ” สำหรับนักลงทุนไทยอยู่บ้าง


แล้ว 5 “กองทุนหุ้นไทย” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ตั้งแต่ต้นปีมีกองอะไรบ้างนั้น? ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย



“กองหุ้นไทย” ปีนี้ร่วงตามตลาด กว่า
89% ผลงาน “ติดลบ”...กอง “ดีสุด-แย่สุด” ผลงานต่างกันถึง 16.53%

“ตลาดหุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีร่วงจนติดอันดับโลก ทำให้ภายรวมของกลุ่ม “กองทุนหุ้นไทย” เองในปีนี้ผลงานไม่สู้ดีเท่าไรเช่นกัน จาก 514 กอง ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -2.41% ที่ดีสุดทำได้ 5.23% และที่แย่สุดติดลบไป -11.30% หรือต่างกันถึง 16.53% แม้จะลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทยเหมือนกันก็ตาม


ในจำนวนนี้กองทุนที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” เพียง 57 กอง คิดเป็น 11% เท่านั้น ที่เหลืออีก 457 กอง คิดเป็น 89% ผลงานยังคง “ติดลบ” โดยภาพรวมมีกองที่ผลงานชนะค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 47% และแพ้อยู่ 53% ใกล้เคียงกัน


ทั้งนี้จะพบว่า “กองทุนหุ้นไทย” ทั้ง 3 กลุ่ม ทำผลตอบแทนเฉลี่ย “ติดลบ” เหมือนกันหมด ประกอบด้วย

  • “กองหุ้นทั่วไป” (Equity General) มีจำนวนมากสุด 388 กอง ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติลบเฉลี่ย -2.49% โดยกองที่มีผลงานดีสุดทำได้ +5.23% ส่วนกองที่แย่สุดติดลบ -11.30% หรือต่างกันถึง 53% ในกลุ่มนี้มีกองทุนที่ผลตอบแทนเป็นบวกเพียง 11% เท่านั้น

  • “กองหุ้นใหญ่” (Equity Large Cap) มีทั้งหมด 81 กอง ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยติดลบ -2.73% ในกลุ่มนี้ผลงาน “ติดลบ” ทั้งหมด 100% โดยกองที่มีผลงานดีสุดทำได้ -0.43% ส่วนกองที่แย่สุดติดลบ -5.04% หรือต่างกันถึง 61%

  • “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” (Equity Small – Mid Cap) มี 45 กอง ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบเฉลี่ย -1.21% โดยกองที่มีผลงานดีสุดทำได้ +2.19% ส่วนกองที่แย่สุดติดลบ -5.49% หรือต่างกันอยู่ 68% ในกลุ่มนี้มีกองทุนที่ผลตอบแทนเป็นบวก 36%


“ดังนั้น แม้จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเหมือนกันก็จริง แต่นโยบายต่างกัน สไตล์ต่างกัน เลือกหุ้นต่างกัน ก็ทำให้ผลงานแตกต่างกันได้ ถ้าไม่อยากปวดหัวต้องมานั่งเลือก ต้องการผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยเกาะไปกับตลาดเลยแบบสายกลาง กลุ่ม ‘กองทุนดัชนี ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน”


ส่อง
5 "กองทุนหุ้นไทย" ผลงานสุดปัง ปีนี้บวกสวนตลาดเฉลี่ย +3.16%...“SCBVALUEE” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +5.23%

สำหรับ 5 “กองทุนหุ้นไทย” ที่มีผลงานดีสุดตั้งแต่ต้นปี (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) พบว่าสามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +3.16% สวนตลาดที่ติดลบ นำมาโดย

  • “SCBVALUEE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +5.23%

  • “KFLTFDNM-D” ของบลจ.กรุงศรี +4.05%

  • “KFLTFA50-D” ของบลจ.กรุงศรี +2.32%

  • “TLSMALLEQ-A” ของบลจ.ทาลิส +2.19%

  • “KKP DIVIDEND-M” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร +1.99%


เปิด 5 "กองทุนหุ้นไทย" ฟอร์มสุดแป๊ก ปีนี้ร่วงแซงตลาดติดลบเฉลี่ย -8.99%...
K-STEQ-C(A)” ดิ่งหนักสุด -11.30%

ส่วน 5 “กองทุนหุ้นไทย” ที่มีผลงานท้ายตารางตั้งแต่ต้นปี (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) พบว่าผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -8.99% ลงหนักกว่าตลาดที่ปรับตัวลง ประกอบด้วย

  • K-STEQ-C(A) ของบลจ.กสิกรไทย -11.30%

  • “UOBLTF-NTD” ของบลจ.ยูโอบี -11.22%

  • “KKP TQG-SSF” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร -9.38%

  • “TDSLTF-A” ของบลจ.ทิสโก้ -6.63%

  • “SCBMLTA” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -6.42%


“บลจ.กรุงศรี” มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าสิ้นปี
1,500 จุด...แนะกลยุทธ์ “เล่นรอบ” พร้อมชู “หุ้นท่องเที่ยว” เด่นสุด

สำหรับ “หุ้นไทย” แม้จะลงมามากแล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เช่นกัน ทั้งปัจจัยภายนอกจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) และปัจจัยภายในจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เผชิญกับความท้าทายในเชิงโครงสร้างในหลายๆ มิติ และยังคงไม่สามารถเติบโตได้หากไม่มีมาตรการกระตุ้นในระยะสั้น


อย่างไรก็ตาม “สุภาพร ลีนะบรรจง” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี มองว่า ในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อย เนื่องจากการประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นไทยมีความน่าดึงดูดมากขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงมา หากมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะสามารถผลักดันให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะสั้น คือ ความชัดเจนด้านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเงินดิจิทัล นอกจากนี้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาหลายตลาดปรับตัวเพิ่มสู่ระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง


(สุภาพร ลีนะบรรจง)


“บลจ.กรุงศรี คาดการณ์ดัชนี SET สิ้นปี2024 จะอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว สำหรับกลยุทธ์การเข้าลงทุนในหุ้นไทยแนะนำให้ทยอยเข้าลงทุนในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงมาแล้วอย่างในช่วงเวลานี้ และทยอยขายทำกำไรบางส่วนเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้น”  


ปัจจุบัน “หุ้นไทย” ต้องถือว่า “ถูก” และมีความเสี่ยงในขาลงจำกัด หลายโบรกเริ่มกลับมาให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” (Neutral) จากที่เคย “Underweight
มาก่อนหน้า แม้อัพไซด์ไม่มากมายอะไร แต่มองจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นและน่าจะส่งผลบวกต่อผลงานของกลุ่ม “กองทุนหุ้นไทย” ในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วยเช่นกัน


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’