สุดช็อก! "กองทุน LTF" 10 ปี แพ้ตลาดหุ้นไทย ทำได้เฉลี่ยเพียง +0.73% ต่อปี... คืนชีพ “LTF” เงื่อนไขไม่ดี ระวังซ้ำรอย “SSF” !!!
สาระ Fund วันละนิด: พร้อมการมาของรัฐมนตรีคลังคนใหม่ “พิชัย ชุณหวชิร” ข่าวการฟื้นชีพ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) ก็ดังขึ้นอีกครั้ง หวังเป็นยาวิเศษที่จะมาปลุก “ตลาดหุ้นไทย” ให้กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาจากที่ดูไร้เสน่ห์เช่นในปัจจุบัน
วันนี้ จะพามาส่องผลงานกลุ่ม “กองทุน LTF” ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กันบ้าง ว่าลงทุนระยะยาวในหุ้นไทย ตอบโจทย์ความมั่งคั่งให้นักลงทุนได้จริงหรือไม่?
พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ณ วันที่ 30 เม.ย. 24) นั้น “กองทุน LTF” ทั้ง 52 กอง ทำผลตอบแทนได้น่าผิดหวังเฉลี่ยเพียง +0.73% ต่อปี เท่านั้น แพ้ “ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย” (SET TRI) ในช่วงเวลาเดียวกันที่ +2.78% ต่อปี
โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำได้ +3.2% ต่อปี ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ติดลบไป -1.8% ต่อปี หรือต่างกันอยู่ 5%
ในแง่ของผลตอบแทนของ “ตลาดหุ้นไทย” และผลงานของ “กองทุน LTF” ที่โฟกัสการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ไปไหนไกล ในจำนวนนี้มี 23% ที่ผลงานยังคง “ติดลบ” ด้วย
ถ้าจะฟื้น “กองทุน LTF” ใหม่ “เงื่อนขอต้องโดนใจ” ไม่งั้นคงดึงนักลงทุนสนใจลำบาก
แล้ว 10 ปีที่ผ่านมา 5 “กองทุน LTF” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” มีกองไหนบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
จะฟื้น “กองทุน LTF”...เงื่อนไข “ต้องดีโดนใจ” จึงจะดึงดูดนักลงทุนได้
สำหรับ “กองทุน LTF” หมดประโยชน์ทางภาษีไปตั้งแต่ปี2019 แน่นอนว่า...“ภาครัฐ” เองไม่ปลื้มเท่าไรเพราะมองว่ามีกลุ่มคนที่เข้ามาใช้ประโยชน์จริงๆ ก็คือคนที่มีรายได้สูงที่มีฐานภาษีสูงๆ เป็นหลัก ไม่ได้กระจายขยายไปในวงกว้าง แต่ฟาก “ตลาดทุน” เองก็มองต่างออกไป และอยากให้โมเมนตัมของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีต่อเนื่อง มารับไม้ต่อจาก “กองทุน LTF” ที่หายไป
รัฐได้ให้ “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF) มาให้ เวลาลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษี 5 ปี (2020-2024) ด้วยเงื่อนไขลงทุน 10 ปี แบบวันชนวัน ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 100,000 บาท ข้อมูล ณ เม.ย. 24 กองทุน SSF มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนใน “หุ้นไทย” ประมาณ 30% ในขณะที่เป็น “หุ้นต่างประเทศ” ประมาณ 40% ดูทรงแล้วคงไม่ได้มาแทน “กองทุน LTF” ได้อย่างที่ใจหวัง

“ตลาดทุน” ต้องการสนับสนุนกองทุนที่โฟกัสลงทุนใน “หุ้นไทย” เพียวๆ แบบกองทุน LTF ในอดีตมากกว่า ปีที่ผ่านมา “รัฐ” ก็ให้ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) มาเพิ่ม ระยะเวลาลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษี 10 ปี (2023-2032) ลดระยะเวลาถือครองเหลือ 8 ปี แบบวันชนวัน ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 100,000 บาท
“ณ วันที่ 30 เม.ย. 24 กองทุน ThaiESG มีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท ก็ถือว่าออกตัวได้ไม่ค่อยดีเช่นเดียวกัน ไม่ได้ปังแบบที่ตลาดทุนอยากจะเห็น แบบที่ ‘กองทุน LTF’ เคยทำได้”
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลตอบแทนใน “ตลาดหุ้นไทย” ที่ระยะยาวดูไม่น่าสนใจ แต่ที่สำคัญ คือเงื่อนไขที่ไม่ดึงดูดนักลงทุน จนผู้คนในแวดวงบลจ.ยังบ่นอุบว่า...1) ลงทุนนานไป เมื่อเทียบกับกองทุน LTF ลงทุนแค่ 5 ปี เท่านั้น 2) ประโยชน์ทางภาษีน้อยไป เพราะสมัยเป็นกองทุน LTF ประหยัดภาษีสูงสุดถึง 5 แสนบาท นับแยกจาก “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” ด้วย
ปัจจุบัน “กองทุน LTF” มีสินทรัพย์สุทธิลดลงเหลือ 2.5 แสนล้านบาท จากปีสุดท้ายที่ลงทุนได้ในปี2019 อยู่ที่ 4.0 แสนล้านบาท ทาง “สภาตลาดทุน” กำลังจะหารือกับ “ก.คลัง” ถึงการฟื้นคืนชีพ “กองทุน LTF” อีกครั้ง ซึ่งมีโอกาสจะมาแทน “กองทุน SSF” ที่กำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้ หรือจะเป็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกองทุนเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีเงื่อนไขที่น่าสนใจขึ้น เช่น ระยะเวลาการลงทุนที่สั้นลง หรือเพิ่มประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น โดยคาดหวังว่าถ้าทำให้เกิดได้ จะดึงเม็ดเงินเข้าตลาดได้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท เลยทีเดียว แต่นั่น “เงื่อนไขต้องดีจริงๆ” ไม่งั้นก็ซ้ำรอย “SSF” และ “ThaiESG” แน่นอน
ส่อง 5 "กองทุน LTF" ฟอร์มดีสุด โชว์ผลงาน 10 ปี บวกเฉลี่ย +2.70% ต่อปี…“ASP-GLTF-T” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +3.2% ต่อปี
หันมาดูผลงานของกลุ่ม “กองทุน LTF” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ณ วันที่ 30 เม.ย. 24) พบว่า จาก 52 กองทุนนั้น ทำผลตอบแทนได้น่าผิดหวังเฉลี่ยเพียง +0.73% ต่อปี เท่านั้น แพ้ “ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย” (SET TRI) ในช่วงเวลาเดียวกันที่ +2.78% ต่อปี โดยมีกองทุน 28 กอง คิดเป็น 54% ที่เอาชนะค่าเฉลี่ยกลุ่มได้ ในขณะที่อีก 24 กอง คิดเป็น 46% แพ้ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ถือว่าใกล้เคียงกันเกือบจะครึ่งๆ ในจำนวนนี้มี 12 กอง คิดเป็น 23% ที่ยังมีผลตอบแทน “ติดลบ” อยู่

โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำได้ +3.2% ต่อปี ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ติดลบไป -1.8% ต่อปี หรือต่างกันอยู่ 5% แต่สะท้อนภาพว่ากอง LTF ส่วนใหญ่ในระยะยาว ผลงานก็ไม่ได้หนีจากตลาดไปสักเท่าไร
สำหรับ “กองทุน LTF” ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ในช่วง 10 ปี ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +2.70% ต่อปี ประกอบด้วย
1) “ASP-GLTF-T” ของบลจ.แอสเซท พลัส +3.20% ต่อปี
2) “PRINCIPAL LTF-T” ของบลจ.พรินซิเพิล +3.16% ต่อปี
3) “PRINCIPAL 70LTFD-T” ของบลจ.พรินซิเพิล +2.56% ต่อปี
4) “CG-LTF” ของบลจ.ยูโอบี +2.35% ต่อปี
5) “TDLTF-A” ของบลจ.ทิสโก้ +2.22% ต่อปี
เปิด 5 "กองทุน LTF" ฟอร์มตก ผลงาน 10 ปี ติดลบเฉลี่ย -1.37% ต่อปี...“KFLTFDIV” ร่วงสุด -1.80% ต่อปี
ส่วน 5 “กองทุน LTF” กลุ่มท้ายตารางนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -1.37% ประกอบด้วย

1) “KFLTFDIV” ของบลจ.กรุงศรี -1.80% ต่อปี
2) “1SMART-LTF” ของบลจ.วรรณ -1.49% ต่อปี
3) “KSLTF-L” ของบลจ.กรุงไทย -1.36% ต่อปี
4) “KFLTFEQ” ของบลจ.กรุงศรี -1.14% ต่อปี
5) “ABLTF” ของบลจ.อเบอร์ดีน -1.09% ต่อปี
“จากข้อมูลผลงาน ‘กองทุน LTF’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่า ‘น่าผิดหวัง’ จนทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจกับการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยว่ายังสามารถจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้จริงหรือเปล่า ทำให้มีการกระจายไปลงทุนใน ‘ต่างประเทศ’ เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา”
แม้ “ภาครัฐ” จะมีการออก “SSF” และ “ThaiESG” มาให้เพื่อประโยชน์ทางภาษี แต่ “เงื่อนไขที่ไม่โดน” ก็ทำให้เงินไม่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างที่คาดหวังกันเท่าไรนัก การจะ “ฟื้นคืนชีพ” กองทุน LTF อีกครั้ง “เงื่อนไขต้องดีจริงๆ” จึงจะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้อีกครั้ง เพราะแค่ตลาดหุ้นไทยต่ำแล้วในปัจจุบัน อาจ “ไม่เพียงพอ” เพราะเราเคยเห็นตลาดหุ้นที่ถูกแล้วถูกอีกมาเป็น 10 ปีก็มีมาแล้วเช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
