“ASP-SC(UH)-UI” เปิดประตูสู่ “Private Credit”... สร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ “ฝ่าตลาดผันผวน” !!!
โดย: บลจ.แอสเซท พลัส
รู้หรือไม่?....ในโลกของการลงทุนนั้น นอกจาก “สินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” (Public Asset) ที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นเคยกันแล้ว ยังมี “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Asset) ให้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน โดยสินทรัพย์นอกตลาดมีให้เลือกลงทุนหลากหลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
สำหรับ “Public Asset” นั้น เป็นการระดมทุนผ่านตลาดทุนที่เปิดกว้างมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนมือได้ เนื่องจากมีตลาดรองของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานที่นักลงทุนทั่วไปลงทุนกันอยู่ในปัจจุบัน
ส่วน “Private Asset” เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ระดมทุนผ่านตลาดทุนที่เปิดกว้างแก่สาธารณะนั่นเอง และกลุ่มนักลงทุนก็จะเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) เป็นหลัก “Private Asset” ถือเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจและสามารถผสมเข้ามาในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นก็คือ “ตราสารหนี้นอกตลาด” (Private Credit) นั่นเอง
จะดีแค่ไหน?...ถ้ามีโอกาสจะเข้าไปลงทุนใน “Private Credit” ตลาดที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในปัจจุบันด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ในขณะที่ความผันผวนต่ำกว่า
วันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เมื่อ “บลจ.แอสเซท พลัส” เปิดประตูการลงทุนผ่าน “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สตราทีจิค เครดิต (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” (ASP-SC(UH)-UI) โดยจะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 13 – 21 พฤษภาคม 2567 นี้

“Private Credit” โอกาสลงทุนใน “ตราสารหนี้นอกตลาด”
ตลาดของ “Private Credit” ทั่วโลกที่ผู้ให้กู้ไม่ใช่ธนาคาร ทำการปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ต้องการเงินทุน มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่ากว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ สิ้นปี2023 ที่ผ่านมา (ที่มา: imf.org) เนื่องจากความต้องการกู้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังวิกฤต COVID-19 ด้วย “จุดเด่น” ที่สำคัญ ทำให้ตลาดนี้น่าสนใจ ประกอบด้วย
1. เงินปล่อยกู้โดย “ผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร”
2. เงินกู้ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์เฉพาะของผู้กู้แต่ละราย และอนุมัติได้เร็วกว่าธนาคาร ช่วยให้ตอบสนองความต้องการของบริษัทที่ต้องการแหล่งเงินทุนได้ดีกว่า
3. “อัตราดอกเบี้ย” ของ Private Credit มักจะสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป และส่วนใหญ่มักจะเป็น “ดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating Rate) ทำให้สามารถลดความกังวล ในเรื่องผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด
4. มีการ “เรียกหลักประกัน” ในการปล่อยกู้ หรือตั้งเงื่อนไขเฉพาะเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ให้กู้ ซึ่งลดความเสี่ยงและความเสียหายในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้
“ที่สำคัญการลงทุนใน ‘Private Credit’ ยังให้ ‘ผลตอบแทนโดยรวม’ (Total Return) สูงกว่าตราสารหนี้อื่น ช่วง 13 ปีที่ผ่านมา (2019-2022) อยู่ที่ 9.9% ต่อปี ในขณะที่มี ‘ความผันผวน’ (Volatility) ต่ำกว่าตราสารหนี้อื่น โดยค่าความผันผวนอยู่ที่เพียง 2.9% ต่อปี เท่านั้น และในช่วงปี 2018-2022 นั้น ยังให้ ‘ดอกเบี้ยรับ’ ที่สูงเฉลี่ย 10% ต่อปี เลยทีเดียว นั่นทำให้ ‘Private Credit’ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในฐานะการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ทั่วไปในระดับต่ำ จึงเหมาะที่จะผสมเข้ามาไว้ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง (Portfolio Diversification) อีกด้วย”
“Oaktree Capital Management”...ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนใน “Private Credit” ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก “Private Credit” เป็นการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปในด้าน “สภาพคล่อง” (Liquidity Risk) เนื่องจากไม่มีตลาดรองในการซื้อขายแลกเปลี่ยนมือ จึงทำให้สภาพคล่องต่ำกว่า และยากต่อการขายต่อเพื่อเปลี่ยนมือ ในขณะที่ความกังวลใน “ความเสี่ยงด้านราคา” (Market Risk) มีระดับต่ำ เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของธุรกิจที่ลงทุนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง แต่ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” ยังคงมีในเรื่องของ “การผิดนัดชำระหนี้” (Default Risk) เหมือนกับตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนใน “Private Credit” นั้น ควรจะต้องมีการประเมินความสามารถของ “ผู้จัดการกองทุน” ว่ามีความเชี่ยวชาญในการลงทุนใน “Private Credit” มากน้อยเพียงใด ซึ่งนับเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญลำดับต้นๆ ในการพิจารณาเข้าลงทุน

ซึ่ง “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สตราทีจิค เครดิต (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” (ASP-SC(UH)-UI) นี้จะลงทุนในกองทุนหลัก ‘Oaktree Strategic Credit iCapital Access Fund SPC’ ที่บริหารจัดการโดย “Oaktree Capital Management” หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญการลงทุนด้านเครดิตมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการสูงกว่า 1.92 แสนล้านดอลลาร์ โดย 75% ของสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นการลงทุนใน Credit (ข้อมูล ณ 3 มี.ค.24)
มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง “Howard Marks” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานร่วมของ “Oaktree Capital Management” ที่แม้แต่เซียนหุ้นตำนานระดับโลกอย่าง “Warren Buffet” ยังให้ความชื่นชม เพราะเป็นผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องหนี้สินนอกตลาด ซึ่งได้แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการจากการลงทุนใน “หนี้สินด้อยคุณภาพ” (Distressed Credit) ในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่นักลงทุนขาดทุนอย่างรุนแรง จากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ แต่ “Howard Marks” ได้เขียนจดหมายบอกนักลงทุนว่า เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนในหนี้สินด้อยคุณภาพ (Distressed Credit)
“ทั้งนี้เขามีปรัชญาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน การใช้หลักจิตวิทยาตลาด และสถิติความน่าจะเป็น เพื่อใช้ในการจับจังหวะการลงทุน สร้างผลตอบแทนอันน่าดึงดูดในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนนั่นเอง”
“กระบวนคัดสรรหลักทรัพย์ที่เข้มข้น”...ทำให้ได้สินทรัพย์คุณภาพดีให้นักลงทุน
สำหรับ “จุดเด่น” ของ “Oaktree Capital Management” ที่สร้างชื่อให้กับบลจ.แห่งนี้ คือ กระบวนการลงทุนที่เข้มข้น “กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์อย่างเข้มข้น” ด้วยแบรนด์และแพลตฟอร์มของ Oaktree ที่มีขนาดใหญ่และมีความกว้างขวางในการลงทุน ทำให้ “Oaktree” สามารถเข้าถึงข้อเสนอการลงทุนที่ดี และยังคงเน้นย้ำเรื่องการรักษามาตรฐานการคัดสรรในระดับสูง
“อย่างในปี 2022 กองทุนพิจารณาข้อเสนอการลงทุนมากกว่า 850 ข้อเสนอ ผ่านช่องทางต่างๆ โดยมีไม่ถึง 15% เท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก จากการวิเคราะห์และคัดเลือกความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (Due Diligence) และสุดท้ายมีเพียง 5% ของข้อเสนอการลงทุนเท่านั้น ที่ ‘Oaktree’ เลือกลงทุนจริง โดยที่ Oaktree มุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างรายได้ที่น่าดึงดูด และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มข้น
โอกาสสร้าง “รายได้ที่สม่ำเสมอ”...ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด
แม้ดอกเบี้ยสหรัฐจะผ่าน “จุดสูงสุด” ไปแล้วก็ตาม แต่ยังคงเป็นอะไรที่ตลาดทั่วโลกจับตามอง จากเดิมที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เคยส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ก็อาจจะลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์และมีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะ เนื่องจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ล่าสุดในเดือน พ.ค. ทางคุณเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด บ่งชี้ยังไม่เห็นหลักฐานการปรับลดของอัตราเงินเฟ้อที่ระดับเป้าหมาย 2% อย่างชัดเจนจึงมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน “ตราสารหนี้” ก็เป็นทางเลือกการลงทุนที่ตลาดทั่วโลกให้ความสนใจ ทั้งในส่วนของ “Public Debt” และ “Private Credit” ด้วยเช่นกัน โดยที่การลงทุนใน Private Credit ยังมีข้อได้เปรียบเนื่องจากการปล่อยกู้ของ “Private credit” ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ “อัตราดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating Rate) ดังนั้นการ “ขึ้น” หรือ “ลง” ของดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อราคาของ “Private Credit” ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ปกติทั่วไป “การที่อัตราดอกเบี้ย ‘ลงช้า’ หรือการที่อัตราดอกเบี้ย ‘ทรงตัวในระดับสูง’ เป็นระยะเวลานาน นั่นหมายความถึงว่าดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป หรือไม่ได้มีการปรับลด ดังนั้นผลตอบแทนในส่วนรายได้ที่มาจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยหากเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ แล้ว Total return ที่รวมทั้งผลตอบแทนจากราคาและจากรายได้ โดยเฉลี่ยกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจะสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ ทำให้การลงทุนใน ‘Private Credit’ ยังมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน”

เปิดกลยุทธ์ “กองทุนหลัก” การลงทุนที่ยืดหยุ่น ระหว่าง “Private Credit” & “Public Debt”…เพิ่มโอกาสของ “ผลตอบแทนที่ดี”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนใน “Private Credit” โอกาสนั้นมาถึงแล้ว กับ “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สตราทีจิค เครดิต (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” (ASP-SC(UH)-UI) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การลงทุนใน Asset ที่จะช่วยให้เราสามารสร้างผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดผันผวน เป็นการลงทุนในสินเชื่อที่มีหลักประกัน และคุณภาพดี โดยทาง “บลจ.แอสเซท พลัส” มีความตั้งใจที่จะให้กองทุนนี้จ่ายผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเป็นแบบรายเดือน (ปีละ 12 ครั้ง) อีกด้วย
นอกจากนั้นกองทุนนี้ ‘ไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน’ ซึ่งทำให้ประหยัดต้นทุน Hedging Cost จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่า เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐต่อไป
โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก “Oaktree Strategic Credit iCapital Access Fund SPC” ที่เน้นลงทุนใน 2 สินทรัพย์หลักๆ ได้แก่ “Private Credit” และ “Public Debt” และมีการปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน
สำหรับ “Private Credit” นั้น จะลงทุน 3 รูปแบบหลัก ประกอบด้วย
-
“Direct Lending” เป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้กับผู้ขอกู้รายนั้น
-
“Syndicate Loan” เป็น “เงินกู้ร่วม” ที่มีผู้ให้กู้ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปร่วมกันปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ขอกู้
-
“High Negotiated Loan” เป็นเงินกู้ที่มีเงื่อนไขการปล่อยกู้แบบเฉพาะเจาะจง โดยอาจจะมีเงื่อนไขและ/หรือรูปแบบที่พิเศษเพิ่มเติมตามที่ตกลงระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้
ในส่วนของ “Public Debt” จะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น High-yield bond และ Senior loan โดยจะเฟ้นหา Public Debt ในระดับราคาที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน
“โดยกองทุนหลักมีกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่น สามารถปรับพอร์ตได้ระหว่าง ‘Private Credit’ และ ‘Public Debt’ ตามสภาวะตลาด เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี ในช่วงที่ภาวะตลาดดีเกินจริงจะเน้นลงทุนใน ‘Private Credit’ แต่ในช่วงที่ภาวะตลาดไม่ปกตินักลงทุนกลัวความเสี่ยง จนราคาสินทรัพย์ตลาดอยู่ในระดับต่ำเกินจริง ก็จะเพิ่มการลงทุนใน ‘Public Debt’ ขึ้น จนมีผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยผลตอบแทนรวม (Total return)จากกองทุนหลักสูงถึง 11.27% ในปี 2023
หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลักล่าสุด (ณ 29 ก.พ. 67) นั้น มีการลงทุนใน “Private Credit” 56% และ ส่วนที่เหลือลงทุนใน Public debt รวมไปถึง listed assets อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ 90% อยู่ในสหรัฐ โดย 92% ของหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็น “First Lien” คือเงินกู้ที่ได้รับชำระคืนเป็นลำดับแรก และมีหลักประกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ดอกเบี้ยของตราสารที่ลงทุนในพอร์ตราว 90% เป็น “ดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating Rate)
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนใน “Private Credit” เพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตและยังช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในยามที่ตลาดผันผวนได้เป็นอย่างดี เชื่อว่ากองทุน “ASP-SC(UH)-UI” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก โดยทาง บลจ. มีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสามารถ Soft landing ได้สำเร็จ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น
ผู้ลงทุนโปรดขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากบริษัทจัดการก่อนทำการลงทุน
การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความ ซับซ้อน จะมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป
กองทุนไม่มีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นส่วนต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนโดยรวมของกองทุน ทำให้ได้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.assetfund.co.th/adv/fund/ASP-SC%28UH%29-UI
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส โทร. 0-2672-1111 www.assetfund.co.th
