Official Update :

ชี้ “Fed” เริ่มหั่นดอกเบี้ยสู่ “ขาลง” ก.ย. นี้ ... โอกาสทองลงทุน “ตราสารหนี้ตปท.” เพิ่มเติมผลตอบแทน !!!

Fun of Funds: เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี2024 กันแล้ว แม้ “ตลาดหุ้นไทย” อาจจะดูไม่สดใสเท่าไรนัก แต่มองในภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกถือว่าผ่านช่วงครึ่งปีแรกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว


และหนึ่งในตลาดหุ้นที่ Perform ได้ดีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ก็คือ “หุ้นญี่ปุ่น” บวกไปแล้วกว่า +14% และเป็นอีกหนึ่งในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วที่ “ไม่ควรละเลย” เช่นกัน


อีกปัจจัยที่ตลาดทั่วโลกจับตา คือ ทิศทางดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ซึ่งเดินมาถึงปัจจุบันนี้ ตลาดคาดว่า Fed น่าจะเริ่มหั่นดอกเบี้ยลงตั้งแต่การประชุมในเดือนก.ย.นี้เลยทีเดียว


นั่นย่อมจะส่งผลบวกต่อการลงทุนใน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” อย่างปฏิเสธไม่ได้


และนี่ คือ 2 ธีมเด่นที่น่าสนใจซึ่งทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ นำมาฝากกันในครั้งนี้ ตามไปฟังมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย



“หุ้นญี่ปุ่น” อีกตลาดพัฒนาแล้วที่ “ไม่ควรละเลย”

โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย บอกว่า “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีผลตอบแทนย้อนหลังดีที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ที่มา: Fidelity, Refinitiv Eikon, ข้อมูล ณ วันที่ 10 พ.ค. 24โดยอัตราค่าจ้างที่เริ่มปรับตัวขึ้นนับว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อของทางธนาคารกลางญี่ปุ่นหลังจากที่เผชิญกับภาวะเงินฝืดมานานนับทศวรรษ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว จากปัจจัยพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปตลาดหุ้นของญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในตลอดช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าบริษัทญี่ปุ่นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตของกำไร และส่งผลให้ระดับราคาของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา


(ชวินดา หาญรัตนกูล)


“นอกจากนี้ การประกาศยกเลิกนโยบายการเงินติดลบของทาง ธนาคารกลางญี่ปุ่น’ (BOJ) นั้น ก็ค่อนข้างส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีภาระหนี้สินต่ำ และมีการถือครองเงินสดในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงไม่ได้รับผลกระทบเท่าไรนักจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้น นอกจากนั้น การที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ได้มีการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล และซื้อหุ้นคืนมากขึ้น ก็ช่วยสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ หุ้นญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วที่ไม่ควรละเลยและน่าสนใจลงทุนทีเดียว”


“ตราสารหนี้ตปท.” โอกาสทองลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง”

ด้าน ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า ระยะสั้นเป็นโอกาสดีในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน  (Overweight) “ตราสารหนี้ต่างประเทศ"  ซึ่งล่าสุดได้ปัจจัยหนุนจากตลาดคาดหวังว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น 90% (CME FEDWATCH TOOL 23 ก.ค. 24) หลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและตลาดแรงงานชะลอ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (ISM) หดตัวอยู่ที่ 48.8 ในเดือน มิ.ย จาก 53.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 20 บ่งชี้เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงได้ ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐชะลอลงมาอยู่ที่ 206,000 ตำแหน่ง ในเดือน มิ.ย. อัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ 4.1% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 21


(ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)


“ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯทรงตัวที่ 4.25% และปรับตัวลงในรุ่นอายุ 2 ปีที่ 4.51% (23 ก.ค. 24) โดยคาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มีแนวโน้มปรับตัวลงที่ 4.00% ณ สิ้นปี ส่งผลบวกต่อราคาตราสารหนี้สหรัฐ ส่วนทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐมองแนวโน้มชะลอลงได้เนื่องจากโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวในช่วงครึ่งปี ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.0% YoY ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 21 และเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงเช่นกันที่ 3.3% YoY ในขณะที่ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเดือน ก.ย. นี้  หลังตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณชะลอตัว จากมุมมองทั้งระยะสั้นและระยะยาว ‘Overweight’ ตราสารหนี้ต่างประเทศ”  


ใครที่มองหาโอกาสลงทุนที่มีพื้นฐานรองรับ แม้จะไม่หวือหวา ราคาไม่ถูก แต่ไม่แพงเท่า “หุ้นสหรัฐ” มีโมเมนตัมที่จะไปต่อได้ เชื่อว่า “หุ้นญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในตลาดที่ “ไม่ควรละเลย” เช่นเดียวกัน ส่วนโอกาสทำกำไรในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” แบบไม่ได้เพิ่มเติมความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้นแต่ประการใด ก็ต้องธีม “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” ที่ถือเป็นโอกาสทองในการลงทุนที่นานทีปีหนจะเกิดขึ้นสักครั้ง

โต๊ะกองทุน WealthyThai