“กันยา-ปีมะโรง” โอกาสลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง”... “หุ้นสหรัฐ” กำไรยังแกร่ง ส่วน “หุ้นตลาดเกิดใหม่” เป้าหมายเงินลงทุน !!!
ลายแทงกองทุน: ในเดือนก.ย. นี้ ตลาดคาดว่าน่าจะได้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เป็นครั้งแรกหลังตัวเลขเงินเฟ้อและตัวเลขการจ้างงานออกมาตามเป้าหมาย ซึ่งนั่นจะเป็นการเริ่มต้นวงจร “ดอกเบี้ยขาลง” อย่างเป็นทางการ
ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาใน “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ที่ underperform ตลาดพัฒนาแล้วในช่วงที่ผ่านมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาสที่2 ก็ยังออกมาดีกว่าคาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ความกังเรื่องของ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) เริ่มลดลง
แม้ว่าในแง่ราคาของ “หุ้นสหรัฐ” อาจไม่ถูกแล้ว มี Forward 12M P/E 21.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.2 เท่า ก็ตาม (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 30 ส.ค. 24) แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ยังคงเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดก็จะเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้อาจจะไม่ร้อนแรงเช่นในอดีตก็ตาม
นั่นทำให้ “หุ้นสหรัฐ” เองก็ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจที่ละเลยไม่ได้ เช่นเดียวกับโอกาสลงทุนใน “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ที่กำลังเกิดขึ้น
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” กันยา-ปีเถาะ กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “กองหุ้นสหรัฐ” และ “กองหุ้นตลาดเกิดใหม่” มาฝากกัน
“ES-USBLUECHIP” คัดหุ้น "Bluechip" สหรัฐฝ่ายศก.ชะลอตัว
มาเริ่มกันที่กองทุนแรก “ES-USBLUECHIP: กองทุนเปิดทหารไทย US Blue Chip Equity” ของบลจ.อีสท์สปริง ที่เน้นลงทุน "หุ้นชั้นดี" ของบริษัทในประเทศสหรัฐ ผ่านกองทุนหลัก ‘T. Rowe Price Funds SICAV - US Blue Chip Equity Fund Class I’ บริหารจัดการโดย T. Rowe Price International Ltd ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวลงนั้น “หุ้นขนาดใหญ่” ที่มีปัจจัยพื้รฐานที่ดีจะสามารถปรับตัวและรับมือกับเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีกว่านั่นเอง

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ก.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Information Technology 40.23%, 2) Consumer Discretionary 16.94%, 3) Communication Services 12.76%, 4) Health Care 12.27% และ 5) Materials 1.02%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) NVIDIA 9.71%, 2) Amazon.com 9.70%, 3) Apple 9.60%, 4) Microsoft 9.27% และ 5) Alphabet 4.70% ตามลำดับ ซึ่งล้วนเป็นหุ้นชั้นนำในกลุ่ม ‘7 นางฟ้า’ ที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ES-USBLUECHIP เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -42.91%
“ONE-GEM” กระจายลงทุน "หุ้นตลาดเกิดใหม่" สไตล์ Fund of Funds
มาต่อกันที่ “ONE-GEM: กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต เอควิตี้” ของบลจ.วรรณ เป็นกองทุนประเภท Fund of Funds ที่เน้นลงทุนใน "กองทุนหุ้น" ที่ลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ด้วยทีมงานบริหารของ “บลจ.วรรณ” เอง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งการมองหาโอกาสลงทุนที่น่าสนใจตลอดจนการตั้งรับในภาวะตลาดไม่เป็นใจด้วยเช่นกัน

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกอง ONE-GEM (ณ วันที่ 31 ก.ค. 24) นั้น จะลงทุนหลักๆ ใน 2 กองทุน ได้แก่
-
GS EMRG MARKET EQTY IA 01%
-
ISHARES MSCI EMERGING MARKET 23%
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ONE-GEM เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -31.31%
“ASP-S&P500” เติบโตไปพร้อมกับ "หุ้น S&P500"
สลับกลับมาที่ “หุ้นสหรัฐ” กันอีกครั้ง กับกองทุนสไตล์ Passive Fund อย่าง “ASP-S&P500: กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอสแอนด์พี 500” ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่เน้นลงทุน "หุ้น" ที่เป็นส่วนประกอบของ S&P500 เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ผ่านกองทุนหลัก ‘SPDR S&P500 ETF’ ที่บริหารจัดการโดย State Street Bank and Trust Company

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 29 ส.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Information Technology 31.02%, 2) Financials 13.33%, 3) Health Care 12.22%, 4) Consumer Discretionary 9.59% และ 5) Communication Services 8.78%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) APPLE INC 7.04%, 2) MICROSOFT CORP 6.52%, 3) NVIDIA CORP 6.15%, 4) AMAZON.COM INC 3.35% และ 5) META PLATFORMS INC CLASS A 2.41% ตามลำดับ ซึ่งเป็นหุ้นเทคฯ ในกลุ่ม ‘7 นางฟ้า’ ที่มีน้ำหนักมากสุดในตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบันนั่นเอง”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ASP-S&P500 เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -33.79%
“K-GEMO” คว้าโอกาสลงทุนใน "หุ้นตลาดเกิดใหม่" ทั่วโลก
มาปิดท้ายกันด้วย “K-GEMO: กองทุนเปิดเค โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต ออพพอร์ทูนนิตี้” ของบลจ.กสิกรไทย กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ดีไซด์มาให้มีระดับความเสี่ยง “ระดับ 5” (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้นลงทุน "หุ้นตลาดเกิดใหม่" ทั่วโลก ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก ‘Schroder International Selection Fund Global Emerging Market Opportunities, Class A Acc’ ที่บริหารจัดการโดย Schroder Investment Management (Europe) S.A.

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ก.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Information Technology 25.75%, 2) Financials 20.33%, 3) Consumer Discretionary 15.95%, 4) Industrials 9.21% และ 5) Communication Services 6.35%
โดย 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่
-
จีน 60%
-
ไต้หวัน 32%
-
อินเดีย 73%
-
เกาหลีใต้ 14%
-
บราซิล 83%
“ส่วนหุ้นที่ลงทุนมากสุดในพอร์ต 5 ตัวแรกนั้น ได้แก่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd 8.99%, 2) Tencent Holdings Ltd 6.35%, 3) Samsung Electronics Co Ltd 6.34%, 4) Meituan 2.86% และ 5) Reliance Industries Ltd 2.40% ตามลำดับ ซึ่งเป็นหุ้นชั้นนำในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกน่าจะคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน K-GEMO เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -42.25%
แม้วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” อาจจะส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นโอกาสลงทุนที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามเอง “หุ้นสหรัฐ” ก็ยังคงละเลยไม่ได้ เพราะมีสัดส่วนในตลาดหุ้นโลกกว่า 50% เลยทีดียว ที่สำคัญเศรษฐกิจแม้จะชะลอตัวแต่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ยังเติบโตได้เพราะส่วนใหญ่เป็น “Super Stock” ที่มีรายได้จากทั่วโลกนั่นเอง เรียกว่าใครที่ชอบ “หุ้นสหรัฐ” ก็ลงทุนได้ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ก็ลงทุนดี เลือกที่เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองแล้วกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
