“หุ้นยุโรป” ยังไม่น่าสนใจ...แม้ ‘Brexit’ ลงตัว-แต่ COVID-19 ยังอยู่ !!!
“Brexit” หรือ การถอนตัวออกจาก ‘สหภาพยุโรป (EU)’ ของ ‘สหราชอาณาจักร (UK)’ ถือเป็นประเด็นที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปี ที่ยังหาขอสรุปหรือความชัดเจนที่แน่นอนไม่ได้
หากว่ามีการออกจาก EU แบบ ‘Hard Brexit’ จะไม่ส่งผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย แต่จะส่งผลกระทบที่หนักกว่ากับ ‘UK’
ล่าสุดในวันที่ 24 ธ.ค. 63 ‘อังกฤษ’ และ ‘EU’ ก็ได้บรรลุข้อตกลงการค้าหลัง “BREXIT” ระหว่างกันได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วฉลองคืน ‘Christmas Eve’ ที่ผ่านมากันด้วยข่าวดีที่ค้างคากันมาอย่างยาวนานเป็นของขวัญส่งท้ายปีให้กับทั้ง 2 ฝ่าย
โดยข้อตกลงจะอนุญาตให้มีการค้าแบบปลอดภาษีระหว่างกันเริ่มต้นตั้งแต่ปี2563 ก็น่าจะทำให้นักลงทุนคลายกังวลในประเด็นนี้ลงได้ แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ให้นักลงทุนต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองว่าจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุน มาฉายมุมมองของปัจจัยดังกล่าว มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจกัน
การเจรจาการค้าระหว่าง ‘สหราชอาณาจักร’ และ ‘สหภาพยุโรป’…จะไม่จบที่ “No deal”
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า การเจรจาการค้าระหว่าง ‘สหราชอาณาจักร (UK)’ และ ‘สหภาพยุโรป (EU)’ นั้น เป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะจบลงด้วยการไม่สามารถบรรลุข้อตกลง โดยอาจจะเห็นการแก้ปัญหาด้วยการขยายระยะเวลาเพื่อหาทางออกที่สุดหรือเหมาะสมด้วยกัน รวมไปถึงการข้อตกลงบางอย่างไว้ชั่วคราว ซึ่งล่าสุดก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“เหตุผลที่จะไม่จบแบบ No Deal เพราะการยืดเยื้อการเจรจาการค้าจะส่งผลแก่เศรษฐกิจอังกฤษและยุโรปในระยะสั้น หากข้อตกลงบรรลุด้วยการไม่สามารถค้าขายร่วมกันได้ จะเป็นการซ้ำเติมภาพรวมเศรษฐกิจแก่ทั้งสองประเทศ จากปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อยู่แล้ว ซึ่งอาจมีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาวของทั้ง 2 ฝ่าย”
แนะหลีกเลี่ยงการลงทุนใน “หุ้นยุโรป”...ระยะยาวก็ไม่น่าสน
โดยนักลงทุนที่สนใจตลาดหุ้นยุโรปอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนและในระยะยาวเองก็ดูไม่น่าสนใจ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ไม่ดีนัก ซึ่งมีผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่

