ให้น้ำหนัก “สหรัฐ” มากกว่า “ตลาดเกิดใหม่”…ชอบ ‘หุ้นวัฏจักร’ ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของศก.!!!
ล่าสุดทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ก็ออกมาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0 – 0.25% ต่อไปตามคาด แม้จะมีบางสัญญาณออกมาว่าอาจมีการปรับขึ้นได้ในปี2023 เร็วกว่าที่เคยคิดว่าจะเริ่มขึ้นในปี2024
แต่โดยภาพรวมแล้วต้องถือว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ด้วย
แม้ว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐ” จะเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องจนหลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่ายังจะไปต่อได้หรือไม่นั้น ทาง “Eastspring Investment” ยังมองบวกต่อตลาดแห่งนี้
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาฝากกัน
ชี้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง...“สหรัฐ” แนวโน้มโตสูงเกิน 6%
โดย “Ooi Boon Peng” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน Eastspring Investments มองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 และจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2022 จากการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีน ซึ่งพบว่า ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ มีการบริหารการจัดการวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับสหรัฐอเมริกาที่เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่นั้นเชื่อว่าจะช่วยให้ GDP สหรัฐมีแนวโน้มสูงเกิน 6% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในระยะยาวที่อยู่ระดับ 1.5-2.0% ในขณะเดียวกัน ตลาดการจ้างงานที่ดีขึ้นของสหรัฐ ยังบ่งชี้ถึงชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้

(Ooi Boon Peng)
“ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศในเอเชียรวมถึงจีนกลับใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังด้วยความระมัดระวัง สำหรับจีนที่แม้จะสามารถฟื้นตัวได้ดีจากการระบาดของ COVID-19 แต่ทางการจีนเองได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรัดกุม โดยใช้ความระมัดระวังในการก่อหนี้ใหม่ และเน้นการบริหารจัดการหนี้ที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและรัดกุมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ของ COVID-19 และรวมถึงการติดเชื้อระลอกใหม่ได้ลดความหวังในการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียในภาพรวม โดยสรุป แม้ว่ามุมมองของเราที่มีต่อแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกจะยังคงเป็นไปในเชิงบวก แต่ก็ไม่อาจมองข้ามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก COVID-19 ระลอกใหม่ๆ ซึ่งผู้ลงทุนควรติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างใกล้ชิด”
ให้น้ำหนัก “สหรัฐ” มากกว่า “ตลาดเกิดใหม่”...ชอบ ‘หุ้นวัฏจักร’ ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของศก.
“Kelvin Blackrock” หัวหน้าที่ปรึกษาด้านพอร์ตการลงทุน Eastspring Investments บอกว่า เรายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นโลกโดยภาพรวม เราให้น้ำหนักไปที่ “สหรัฐอเมริกา” มากกว่า “ตลาดเกิดใหม่ (EMs)” เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 ที่ทำให้ประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศละตินอเมริกายังต้องดิ้นรนเพื่อรับมือสถานการณ์ COVID-19 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยฉุดรั้งที่เกิดจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลกระทบสูงต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพราะมีความอ่อนแอที่มีมากกว่าตลาดในกลุ่มอื่นๆ
ถ้าพิจารณาจากกลุ่มหุ้นต่างๆ แล้ว เรายังคงให้น้ำหนักไปยังกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวแบบวัฏจักร เช่น ธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและวัสดุอุปกรณ์ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงการอัดฉีดเงินสู่ผู้บริโภคโดยตรงนั้น จะเป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนได้ดีของภาคครัวเรือนได้ดี ดีมานด์ในภาคส่วนนี้จึงยังมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งซึ่งสอดคล้องกับการที่บริษัทต่างๆ ได้รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด

(Kelvin Blackrock)
“ดังนั้น จากสถานการณ์ของสินทรัพย์เสี่ยงที่กล่าวมา เราจึงปรับลดมุมมองของเราต่ออายุตราสารเฉลี่ย (duration) ของสหรัฐเนื่องจากความคาดหวังของผู้ลงทุนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ให้ความสำคัญกับตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงมากกว่าตราสารในระดับ investment grade และไม่ได้มองเป็นบวกเท่าไรนักต่อตราสารหนี้ที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของประเทศ (sovereign bonds)”
ในส่วนของภาคธุรกิจนั้น ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและภาษีที่ไม่เอื้ออำนวยในสหรัฐที่อาจพุ่งเป้าไปที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธนาคาร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายหาเสียงของพรรคเดโมแครตก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เราคิดว่าบริษัทใดที่ไม่สามารถปรับโมเดลธุรกิจของตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จะได้รับผลกระทบได้ ส่วนบริษัทที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาและใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
เศรษฐกิจไทยสัญญาณฟื้นครึ่งปีหลัง...“หุ้นไทย” ยังไม่แพง-เหตุแนวโน้มกำไรบจ.ดีขึ้น
ส่วน “โชติช่วง ธีรขจรโชติ” รองกรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน Thanachart Fund Eastspring บอกถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2021ที่คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากปัจจัยขับเคลื่อน 2 ประการ ได้แก่
ปัจจัยแรก เรื่อง การปูพรมกระจายวัคซีน ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมา ที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการกลับไปใช้ชีวิตปกติของผู้คนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงและประคองเศรษฐกิจในปีนี้
ปัจจัยที่สอง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลบวกต่อภาคการส่งออก เห็นได้จากการที่ยอดส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้ดีในอัตรา 16-19% ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่ดีไปถึงปีหน้า เมื่อเริ่มมีการกระจายวัคซีนได้ดีขึ้น คาดว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ในปลายปีนี้ ทั้งนี้ ตัวเลขของภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวเคยสูงสุดถึง 71% ของ GDP ช่วงก่อนการระบาดของ Covid-19 จากนั้นหดตัวเหลือ 60% ในช่วงระบาด ดังนั้น การฟื้นตัวของภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของไทยในระยะต่อไป

(โชติช่วง ธีรขจรโชติ)
“แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET Index จะปรับตัวขึ้นมาเหนือระดับ 1,600 จุด แต่เป็นการปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการปรับคาดการณ์กำไรของบริษัทในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปี 6.1% ในปีนี้ และ 6.9% ในปีหน้า จึงส่งผลให้หุ้นไทยยังอยู่ในระดับไม่แพง นอกจากนี้ เมื่อบริษัทต่างๆ มีกำไรที่ดีขึ้น รวมถึงการจ่ายปันผลในระยะต่อไปก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย
ในขณะที่ดอกเบี้ยใน “สหรัฐ” และ “ไทย” ยังมีแนวโน้มคงที่ที่ใกล้ 0% ต่อไปในปีหน้า ดังนั้น การลงทุนใน “หุ้น” และ “หุ้นกู้เอกชนที่เครดิตดี” จะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าการถือครองพันธบัตรหรือฝากเงิน แนะนำให้กระจายการลงทุนไปต่างประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ด้วยความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้”
ทั้งหมดนี้ คือ มุมมองจากทาง “Eastspring Investment” ที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งยังคงเป็นภาพในเชิงบวกต่อเนื่องมาถึงการลงทุนในไทยเองด้วยเช่นกัน
