“กองหุ้นจีน” ฟื้นคืนชีพ รับ “ม.กระตุ้นศก.” ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +5.73% กว่า 86% ผลตอบแทนเป็น “บวก” ลุ้นรัฐอัด “นโยบายการคลัง” เพิ่มเติม หนุนโมเมนตัมระยะ “กลาง-ยาว” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่อง “ตลาดหุ้นจีน” ที่กลับมาเป็น “มังกรผงาดฟ้า” อีกครั้งหลังวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา “รัฐบาลจีน” จัดยาแรง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ครั้งใหญ่ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์, ตลาดการเงินแบบครบวงจรผ่านทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังชนิด “จัดหนัก-จัดเต็ม”
ทั้งลดดอกเบี้ยนโยบาย, เพิ่มสภาพคล่องระบบการเงิน, ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน, ลดเงินสำรองของธนาคาร (RRR), ลดเงินดาวน์บ้านหลังที่2, โปรแกรม Re-Lending ช่วยเคลียร์บ้านเหลือขาย, ตั้งกองทุน 5 แสนล้านหยวน ฟื้นตลาดหุ้น และโปรแกรม Re-Lending 3 แสนล้านหยวน หนุนบริษัทซื้อหุ้นคืน
ส่งท้ายก่อนเข้า “วันหยุดยาว” วันชาติของจีน 1-7 ต.ค. นี้ ด้วยการ “แจกเงินกลุ่มเปราะบาง” 4.74 ล้านคน ก่อนวันที่ 1 ต.ค. เป็นวงเงิน 1.54 แสนล้านหยวน กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกด้วย
เรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดอีกครั้ง เรียกว่า “มาช้า...ยังดีกว่าไม่มา” เจอจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบแบบนี้ “หุ้นจีน” พร้อมใจกันเด้งกลับเป็นพลุแตกเลยทีเดียว จนทำให้ล่าสุด “หุ้นจีน” ปีนี้กลับมาเขียวขจีกันถ้วนหน้า ตั้งแต่ “A-Share” +9.37%, “H-Share’ +28.69% เช่นเดียวกับตลาดฮั่งเส็ง “HIS” +22.90% (ที่มา: Google Finance, วันที่ 27 ก.ย. 24)
ทำ “กองหุ้นจีน” ปีนี้กลับมาโชว์ผลงานเป็นบวกเฉลี่ย +5.73% ส่วนใหญ่กว่า 86% กลับมาโชว์ผลงานเป็น “บวก” ได้อีกครั้ง !!!
“กองหุ้นจีน” ปีนี้เป็นยังไงบ้าง ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีข้อมูลมาอัพเดทให้ฟังกัน

“กองหุ้นจีน” ปีนี้ผลงานฟื้น บวกเฉลี่ย +5.73%...“SCBCEHE” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +26.69% ส่วน “ES-STARTECH” ดิ่งหนักสุด -18.94%
สำหรับ “กองหุ้นจีน” ในช่วงที่ผ่านมาทำนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ท้อไปตามๆ กัน เพราะเข้าตำรา “ถูก...แต่ไม่ไปไหน” นิ่งสนิท ผลตอบแทนระยะกลาง-ยาวส่วนใหญ่ก็ยัง “ติดลบ” กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะย้อนหลังไปเพียง 1 ปี (ณ วันที่ 26 ก.ย. 24) “กองหุ้นจีน” ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบอยู่ -1.50% และมีเพียง 40% เท่านั้น ที่มีผลตอบแทน “เป็นบวก”
แต่ปีนี้ ภาพกลับกันโดยเฉพาะหลังรัฐจัดยางแรงเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นับตั้งแต่วิกฤติ Covid-19 “กองหุ้นจีน” ทั้ง 125 กอง สามารถพลิกผลตอบแทนกลับมาเป็นบวกได้แล้ว +5.73% โดยมี 107 กอง คิดเป็น 86% ที่มีผลงานเป็น “บวก” มีเพียงส่วนน้อย 18% เท่านั้น ที่ยัง “ติดลบ” โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +26.69% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ทำได้ -18.94% หรือต่างกันอยู่ 45.63%
สำหรับ 5 “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ ได้แก่
1) “SCBCEHE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +26.69%
2) “KF-CHINA” ของบลจ.กรุงศรี +26.22%
3) “TISCOCH” ของบลจ.ทิสโก้ +25.69%
4) “ASP-HSI” ของบลจ.แอสเซท พลัส +19.54%
5) “MEGA10CHINA-A” ของบลจ.ทาลิส +19.35%

ส่วน 5 “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ ประกอบด้วย
1) “ES-STARTECH” ของบลจ.อีสท์สปริง -18.94%
2) “ABCNEXT-A” ของบลจ.อเบอร์ดีน -18.10%
3) “UCI” ของบลจ.ยูโอบี -14.91%
4) “SCBASHARES(A)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -7.44%
5) “ASP-CHINA” ของบลจ.แอสเซท พลัส -6.37%
“หุ้นจีน” ระยะสั้น ยังไปต่อได้...ส่วนระยะกลาง-ยาว ต้องดูที่ “พื้นฐาน” ลุ้นรัฐใช้ “นโยบายการคลัง” กระตุ้นศก.เพิ่มเติม
เชื่อว่า “ตลาดหุ้นจีน” ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกในระยะสั้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องและความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานจะต้องดีขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อรักษาแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาวไว้
โดย “Jingjing Weng” หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดหุ้น China A อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์ (เซี่ยงไฮ้) บอกว่า ไม่ได้แปลกใจที่การประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลให้ตลาดหุ้น “A-share” และ “H-share” พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ประเด็นสำคัญในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ แนวทางนโยบายที่มีความชัดเจนและเป็นบวกของธนาคารกลางจีน (เป็นครั้งแรก) ซึ่งสามารถปรับลด RRR ได้อีก 25 ถึง 50 bps ภายในสิ้นปีนี้ และที่น่าสังเกตก็คือนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลกลางสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้กองทุนประเภท “Leveraged Funds” ในการซื้อหุ้น “A-shares” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ธนาคารกลางจีน” (PBOC) ยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางอาจหยุดแทรกแซงตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเหมือนที่เคยทำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อพยายามจัดการกับการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาพันธบัตร ความพยายามดังกล่าวจึงปูทางไปสู่การผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติมซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดเฝ้ารอมานาน
“อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเชื่อว่าการปรับตัวขึ้นล่าสุดของตลาดได้สะท้อนถึงความต้องการเปิดรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มนโยบายที่ดีขึ้น แต่การที่ตลาดจะไปต่อได้ในฝั่งขาขึ้นจะต้องเกิดจาก 1) การผ่อนคลายนโยบายการคลังมากขึ้น 2) ความชัดเจนมากขึ้นสำหรับการสนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ 3) ข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งเราค่อนข้างเชื่อว่าการใช้จ่ายทางการคลังที่มากขึ้นหรือการขาดดุลทางการคลังที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่เราจะมองเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นภายในเศรษฐกิจจีน”
แม้ “ตลาดหุ้นจีน” จะเด้งกลับขึ้นมาค่อนข้างเร็วและแรง จนทำให้นักลงทุนไทยหลายคนอาจจะอดเสียวไม่ได้ไปตามๆ กัน แต่ในแง่มูลค่าก็ถือว่ายัง “ถูก” อยู่นั้นเอง “A-Share” มี Fwd P/E 12.31 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 12.78 เท่า ส่วนหุ้นฮั่งเส็ง “HSI” มี Fwd P/E 9.21 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 11.00 เท่า ถ้าชอบ “ของถูก” แล้วรอลุ้นโมเมนตัมที่ดี “หุ้นจีน” ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสลงทุนที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ส่วนใครที่ “ติดหุ้นจีน” อยู่ก็น่าจะมีโอกาสที่ดีที่ผลตอบแทนจะพลิกกลับมาดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
