Official Update :

ชู “หุ้นสหรัฐ” & “หุ้นเอเชีย” เด่นสุด รับ “ดอกเบี้ยขาลง”... ส่วน “หุ้นไทย” ดาวน์ไซด์จำกัด ให้เป้า 1,550 จุด !!!

Fun of Funds: แม้ความตึงเครียดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ในระดับปานกลางต่อไป


“การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ” ใกล้เข้ามาแล้ว อีกไม่นานคงรู้ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่จากสถิติย้อนหลังในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา หลังเลือกตั้งหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็น “บวก” นั่นทำให้ “หุ้นสหรัฐ” ยังเป็นตลาดที่ลงทุนได้แม้ราคาจะ “แพง” ก็ตาม


การปรับลดดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เป็นการเริ่มต้นวงจรขาลงครั้งใหม่ จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่นโดยเปรียบเทียบ แนวโน้มที่เงินจะไหลเข้าสู่ “ตลาดเกิดใหม่” โดยเฉพาะในเอเชียมีความเป็นไปได้สูง ทำให้ “หุ้นเอเชีย” เองยังคงน่าสนใจเช่นกัน


ภาพรวมแล้วทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ยังน่าสนใจทั้งคู่ แต่แนะให้ “กระจายการลงทุน” ไปในหลากหลายสินทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีสุด เพราะตลาดการลงทุนยังอยู่ท่ามกลาง “ความผันผวน”


มุมมองการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายปี24 จะเป็นเช่นไร วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน


“หุ้นสหรัฐ” สถิติฟ้องหลังเลือกตั้งให้ “ผลตอบแทนบวก”...ชู “หุ้นเติบโต” (
Growth) ขนาดกลาง-เล็กโดดเด่น

ปัจจุบัน “หุ้นสหรัฐ” ถือว่าไม่ถูกและค่อนข้าง “แพง” มี Forward 12M P/E 21.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ที่ 18.3 เท่า แต่ก็ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะกำไรที่เติบโตนั้นยังสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดอยู่นั่นเอง


โดย “วรรณจันทร์ อึ้งถาวร” รองกรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี มองเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าที่ตลาดมอง เชื่อว่าเศรษฐกิจยังคงโตได้แม้ตัวเลขจะชะลอตัวลงก็ตาม แต่จะไม่รุนแรงจนเกิดเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Hard Landing) ขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในภาคบริการซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงดีต่อเนื่องสะท้อนจาก ดัชนี ISM Services ที่ประกาศออกมาล่าสุด รวมไปถึงแบบจำลอง GDP Now ของ Fed สาขา Atlanta ที่แสดงถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสที่3 นี้ถึง 2.9% นั่นทำให้เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ด้วยเช่นกัน แม้ว่าราคาจะไม่ถูกก็ตาม แต่สำคัญของกำไรบจ.ที่ยังเติบโตก็จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังปรับตัวขึ้นต่อไปได้ ทั้งนี้จะพบว่าเมื่อก่อนการปรับตัวขึ้นของหุ้นสหรัฐจะมาจากหุ้นประมาณ 30% เท่านั้น แต่ปัจจุบันมาจากหุ้นมากกว่า 50% สะท้อนว่าตลาดมีสุขภาพที่ดีขึ้น (Healthy) หุ้นที่ปรับตัวขึ้นเริ่มกระจายออกจากหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่มายังหุ้นขนาดกลาง-เล็กในกลุ่มอื่นๆ มากขึ้น



“โดยหลังจากที่หุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว และ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยลง นักลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนกลุ่มลงทุน โดย หุ้นเติบโต (Growth) ขนาดกลาง-เล็กเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ อย่างดัชนี Russell 1000 Growth Index’ มีกำไรเติบโตระดับ 21% เลยทีเดียว และยังจะได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงอีกด้วย ทั้งนี้คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องจนไปอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% ในปีหน้า นอกจากนี้จากสถิติหลังเลือกตั้งหุ้นสหรัฐจะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกอีกด้วย ไม่ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล แต่ก่อนเลือกตั้งตลาดจะทรงๆ เพราะนักลงทุนระมัดระวังก็เป็นจังหวะดีในการเข้าลงทุน”


ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยของ Fed นั้น จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐในปีหน้านั้นดีขึ้นและโอกาสที่จะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงน้อยลง อย่างไรก็ตาม “การเลือกตั้งสหรัฐ” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน นี้ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม จากการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากขณะนี้ผลสำรวจบ่งชี้ถึงผลการเลือกตั้งที่ยังคงสูสีระหว่าง Donald Trump และ Kamala Harrisแต่ท้ายสุดไม่ว่าใครชนะขอให้นโยบายชัดเจน ตลาดก็จะปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้ไม่น่ากังวลแต่ประการใด


“หุ้นไทย” ให้เป้า 1,550 จุด (12 เดือนข้างหน้า)...มอง “หุ้นใหญ่” ยังน่าสนใจกว่า “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก”

ส่วน “ตลาดหุ้นไทย” นั้น เรามองเป้าหมายช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 1,550 จุด โดยปัจจัยหนุนที่สำคัญยังคงเป็นเม็ดเงินลงทุนของ “กองทุนวายุภักษ์1” และเงินจากกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ที่จะไหลเข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะช่วยสนับสนุนไม่ให้หุ้นไทยลงแรง ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา “หุ้นไทย” อาจดูน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอื่นๆ แต่ในมุมกลับก็เป็นข้อดีเช่นกัน ทำให้เวลาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรง หุ้นไทยก็จะลงไม่มากนั่นเอง


“โดยหุ้นที่น่าสนใจยังเป็น หุ้นใหญ่ ที่เป็นเป้าหมายของกองทุนวายุภักษ์ รวมถึงหากเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาในไทยก็จะเข้าในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ก่อนเช่นกัน ส่วนกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจยังเป็นหุ้นท่องเที่ยวที่อิงการแพทย์ รวมถึงกลุ่มการบริโภคในประเทศ ที่จะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ”


“กองทุนประหยัดภาษี” โอกาสทองลงทุน “ส่งท้ายปี”

ทางด้าน “กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ยังมีโอกาสการเติบโตดังที่เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ และทิศทาง “ดอกเบี้ยขาลง” ของสหรัฐเอง น่าจะทำให้ภารวมค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ เราก็มองหาโอกาสลงทุนที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เริ่มต้นที่ “หุ้นสหรัฐ” ที่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโมเมนตัมที่ไปต่อได้ แต่ให้เน้นไปที่ “หุ้นเติบโต” (Growth) แทน ซึ่งจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ที่แนะนำก็เป็นกอง UUSA” ซึ่งจะลงทุนกระจายไปในหุ้นเติบโตทั้งหมดในตลาดหุ้นสหรัฐ



ส่วนอีกตลาดที่น่าสนใจ ก็คือ “ตลาดเกิดใหม่” ในภูมิภาคเอเชีย โดยแนะนำให้กระจายการลงทุนตลาดหุ้นเอเชียในภาพรวมมากกว่าจะไปเลือกลงทุนประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียวจะดีกว่า


สุดท้าย คือ กลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ทั้ง SSF/RMF/ThaiESG ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปีที่จะลงทุนเพื่อได้ประโยชน์ถึง 2 ต่อ ทั้งช่วยเซฟภาษีและโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีนั่นเอง ซึ่งเราเองก็มี Solution หลากหลายทางเลือกให้กับนักลงทุนด้วยเช่นกัน


“อย่างไรก็ตาม การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) เพื่อกระจายความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับนักลงทุนในแต่ละคน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม โดยเราแนะนำให้กระจายการลงทุนบางส่วนไปไว้ในตราสารหนี้ทั่วโลก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปยังคงมีอยู่ รวมไปถึงสงครามการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ สำหรับคนที่รับ ความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำให้ลงทุนใน หุ้น’ 45% และ ตราสารหนี้55% ใครที่ผสมพอร์ตเองไม่ได้ การลงทุนใน กองทุนผสม ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี”


ใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่น่าสนใจ รับวงจรดอกเบี้ยขาลงที่กำลังเกิดขึ้นของสหรัฐ “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นเอเชีย” ถือเป็น 2 ตลาดที่ยังคงน่าสนใจ ในมุมมองของ “บลจ.ยูโอบี” นั้น “สหรัฐ” เศรษฐกิจยังโตได้ และหุ้นไม่มีฟองสบู่ และช่วงโค้งสุดท้ายปีแบบนี้กลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มสุดๆ ที่ละเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน

โต๊ะกองทุน WealthyThai