“กองหุ้นจีน” ฟื้นคืนชีพ รับ “ม.กระตุ้นศก.” ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +11.07% กว่า 90% ผลตอบแทนเป็น “บวก” ชี้ตลาดยัง “ผันผวน” รอ “มาตรการใหม่ภาครัฐ” ขับเคลื่อนตลาด !!!
สาระ Fund วันละนิด: หลัง “ม.กระตุ้นเศรษฐกิจ” ชุดใหญ่ที่รัฐบาลจีนประกาศออกมาเมื่อต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา จุดพลุ “ตลาดหุ้นจีน” ให้พุ่งเป็นจรวดกันเลยทีเดียว
แต่หลัง “วันหยุดยาว” ของจีนกลับมา ตลาดก็ย่อลงมาท่ามกลางความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังของตลาดมากนัก
อย่างไรก็ตาม ก็ยังทำให้ “หุ้นจีน” ในตลาดสำคัญๆ ปีนี้ปรับตัวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง “A-Share” +16.45%, “H-Share” +29.83% และ “HIS” +22.13% ตามลำดับ (ที่มา: Google Finance, วันที่ 22 ต.ค. 24)
จนทำให้ภาพรวมผลงานของ “กองหุ้นจีน” ปีนี้ฟื้นตัวตามด้วยเช่นกัน โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +11.07% โดยกว่า 90% มีผลตอบแทนเป็น “บวก”
“หุ้นจีน” วันนี้ เป็นตลาด “บนความคาดหวัง” ต่อ “ม.กระตุ้นศก.” ของภาครัฐไปแล้ว ซึ่งก็ยังมีความคาดหวังว่าจะเห็นรัฐออกมาตรการต่างๆ มาเพิ่มเติมเพื่อขับเคลือนเศรษฐกิจปีนี้ให้โตได้ตามเป้าหมาย 5.0% ที่วางเอาไว้ หลังตัวเลขการเติบโตในไตรมาสที่3/24 โต 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่โต 4.7% อีกด้วย
แนวโน้ม “ตลาดหุ้นจีน” จะเป็นยังไง วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน
“หุ้นจีน” คาดผ่าน “จุดต่ำสุด” แล้ว...แต่ยังไม่มีสัญญาณเป็น “ขาขึ้น” แนะ “ไม่ไล่ราคา-ทยอยซื้อ” เมื่อตลาดย่อตัว หวังผลระยะยาว
โดย “วรรณจันทร์ อึ้งถาวร” รองกรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี มองว่า “หุ้นจีน” น่าจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว เพียงแต่จะปรับตัวเป็นขาขึ้นเต็มตัวได้เมื่อไรเท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้คงติดตามดูอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยในช่วงที่ผ่านมา “หุ้นจีน” ปรับขึ้นจากความคาดหวังใน “ม.กระตุ้นเศรษฐกิจ” ขนานใหญ่ของภาครัฐที่ประกาศออกมา แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนเองมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และภาครัฐเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาอุ้มเอาไว้ทั้งหมดในลักษณะนั้น เหมือนช่วยบางส่วนและให้ผู้ประกอบการช่วยตัวเองด้วยใครที่ไม่ไหวก็อาจจะปล่อยให้ล้มหายไปในลักษณะนั้นมากกว่า ทำให้ตลาดยังคงมี “ความผันผวน” พอมีมาตรการออกมา ตลาดก็จะปรับตัวขึ้น เมื่อไม่มี ตลาดก็จะย่อตัวลง นอกจากนี้ก็ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าสุดท้ายจะได้ใคร ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศของจีนด้วยเช่นกัน ถือเป็นปัจจัยที่ยังกดดันตลาดอยู่

(วรรณจันทร์ อึ้งถาวร)
“หุ้นจีนปัจจุบันมูลค่ายังถูก โดยตลาดที่น่าสนใจสุด คือ ‘A-Share’ ที่จะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมา อย่างไรก็ตามก็ไม่แนะนำให้นักลงทุนไปไล่ราคา เพราะตลาดยังมีความผันผวน สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถสะสมตอนตลาดย่อเพื่อเป้าหมายระยะยาวเป็นสำคัญ ในช่วงที่ผ่านมาการปรับตัวขึ้นส่วนใหญ่มาจากแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก แต่ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติเองยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ‘หุ้นจีน’ อาจต้องรอภาพที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นอีกครั้ง นั่นอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ภาพของตลาดมีโอกาสจะกลับสู่ขาขึ้นได้ ปัจจุบันเราให้น้ำหนักการลงทุนใน ‘หุ้นจีน’ เป็น Neutral”
“กองหุ้นจีน” ปีนี้ผลงานฟื้น บวกเฉลี่ย +11.07%...“ SCBCE(SSFE)” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +27.89% ส่วน “UCI-SSF” ดิ่งหนักสุด -11.43%
ภาพของ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ “กองหุ้นจีน” ทั้ง 125 กอง มีผลงานที่ดีขึ้นด้วยเช่นกันโดยปีนี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +11.07% โดยมี 113 กอง คิดเป็น 90% ที่มีผลงานเป็น “บวก” มีเพียงส่วนน้อย 10% เท่านั้น ที่ยัง “ติดลบ” โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +27.89% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ทำได้ -11.43% หรือต่างกันอยู่ 39.32%
สำหรับ 5 “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ ทำผลตอบแทนได้มากกว่า 22% ทุกกอง ได้แก่
1. “SCBCE(SSFE)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +27.89%
2. “TCHRMF” ของบลจ.ทิสโก้ +26.70%
3. “KF-CHINA” ของบลจ.กรุงศรี +26.68%
4. “GC” ของบลจ.ยูโอบี +24.57%
5. “MEGA10CHINARMF” ของบลจ.ทาลิส +22.75%

ส่วน 5 “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ ประกอบด้วย
1. “UCI-SSF” ของบลจ.ยูโอบี -11.43%
2. “ABCNEXT-SSF” ของบลจ.อเบอร์ดีน -11.10%
3. “LHCHINARMF” ของบลจ.ยูโอบี -2.58%
4. “K-CCTV-A(A)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -1.14%
5. “ASP-CHINA” ของบลจ.แอสเซท พลัส -0.66%
“ตลาดหุ้นจีน” ยังผันผวน...บนความคาดหวัง “ม.กระตุ้นศก.” มาขับเคลื่อนตลาด
แม้ปี24 “ปีมังกร” ปีนี้ ควรจะเป็นปีที่ดี แต่สำหรับนักลงทุนใน “ตลาดหุ้นจีน” กลับเจอแต่ “ความผันผวน” ของตลาด ในช่วงเดือนก.ย.หลังจากที่ธนาคารกลางจีนประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการกู้ยืมเพื่อช่วยตลาดอสังหาริมทรัพย์และมาตรการเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นนั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น “CSI 300” หรือ “Hang Seng” รวมไปถึงหุ้นที่เชื่อมโยงกับประเทศจีน เช่น หุ้นสินค้าแบรนด์หรูในยุโรปก็ปรับขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีช่วงต้นเดือนต.ค. ตลาดหุ้นจีนก็ปรับลดลงอีกครั้งหลังนักลงทุนจับตาดูว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรช์ (ประเทศไทย)” ได้ระบุผ่านบทวิเคราะห์ไว้ว่า “ตลาดหุ้นจีน” ยังมีความผันผวนได้อีกมาก โดยทาง “Nicolò Bragazza” รองผู้จัดการที่ Morningstar Investment Management มองว่า การปรับลงของตลาดหุ้นจีนหลังจากที่ปรับขึ้นแรงในครั้งนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ตลาดหุ้นจีนตกต่ำมานานพอได้รับแรงกระตุ้นจึงปรับขึ้นมาก ขณะที่นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายในอนาคต ด้านตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวนได้ต่อเนื่องและปรับลงได้มากหากนักลงทุนผิดหวังจากนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ดีด้วยราคาของหลักทรัพย์ที่ปรับลงมามากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสมของกิจการทำให้การถือลงทุนระยะยาวยังน่าสนใจ
“ตลาดหุ้นจีนปรับขึ้นแรงหลังจากมีประกาศใช้หลายมาตรการ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกหนี้ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน การออกมาตรการเสริมสภาพคล่องในตลาดหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเอกชนและกองทุน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่รัฐบาลจีนหันมาเน้นการเติบโตและขับเคลื่อนด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตลาดได้รับรู้ไปมากแล้วภาพจากนี้จึงต้องรอผลของนโยบายว่าจะมีผลเป็นอย่างไรและนโยบายการคลังก็เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเพื่อรับมือกับภาวะเงินฝืดและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอ ทั้งนี้ประมาณ 60% ของชาวจีนมีสินทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ราคาที่อยู่อาศัยในจีนปรับลดลง 30-40% ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของชาวจีนนั้นลดลง ดังนั้นมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นจีนได้ในช่วงถัดไป”
แม้ “ตลาดหุ้นจีน” จะปรับลงมามากจนมีราคาที่ “ถูกมาก” ก็จริงแต่นักลงทุนยังขาดความมั่นใจในการเข้าลงทุน แต่เชื่อว่าหากได้รับความมั่นใจกลับมาและภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก็จะเห็นการกลับมาของนักลงทุนอีกครั้ง ซึ่งสัญญาณหนึ่งที่ดี คือ “ภาครัฐ” เองก็ออกมาส่งสัญญาณพร้อมจะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจไม่ได้ปล่อยไว้ตามยถากรรมแต่ประการใด ที่สำคัญกระสุนในมือที่จะใช้ยังมีอีกมากทั้ง “นโยบายการเงิน” และ “นโยบายการคลัง” เอง สำหรับนักลงทุนที่สนใจ “หุ้นจีน” ก็คงต้องใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนแต่ประการใด และคงต้องมองภาพในระยะยาวเป็นหลักเช่นเคย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
