ชี้ “หุ้นจีน” ปีนี้ขึ้นมาแรง-แต่ราคายัง “ไม่แพง”... นักลงทุนสบจังหวะ “ขายทำกำไร” ทำเงินไหลออกสุทธิ “กองหุ้นจีน” ครั้งแรกรอบ 5 ปี -0.72 หมื่นลบ. !!!
Fun of Funds: “หุ้นจีน” ปีนี้เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทน “ดีที่สุด” ของโลกไปแล้ว หลังพุ่งเป็นพลุระเบิดรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภาครัฐที่ออกมาในช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
ซึ่งครอบคลุมในหลายมาตรการไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสัดส่วนการกันเงินสำรองของภาคธนาคาร, การอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่ธนาคารพาณิชย์, การให้เงินช่วยเหลือแก่ภาคประชาชนและผู้ว่างงานบางกลุ่ม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
จนทำให้ดัชนี “Morningstar China NR Index” ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนของหุ้นจีนโดยรวมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ “จุดสูงสุด” ในรอบปีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 24 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ +36% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นประมาณ +27% ในรอบ 1 ปี
หลังจากนั้น “รัฐบาลจีน” ก็ยังออกมาตรการต่างๆ เพิ่มเติมออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมออกเงินกู้เพิ่มเติมมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านหยวน เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมาตรการดังกล่าวยังสามารถขยายเพิ่มเติมได้อีกหาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีกด้วย
แต่ไม่ว่า “หุ้นจีน” จะ “ดี-แย่” ยังไง? ก็ยังเป็นตลาดพิมพ์นิยมของนักลงทุนไทยตลอดมา วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ จะพาไปจับกระแส Fund Flow “กองทุนหุ้นจีน” กัน

“กองหุ้นจีน” AUM กว่า 1.2 แสนล้านบาท ใหญ่เป็น “อันดับ2”...ชี้ “หุ้นจีน” ปีนี้ขึ้นมาแรง-แต่ยัง “ไม่แพง”
สำหรับ “ตลาดหุ้นจีน” ถือเป็นตลาดที่อยู่ในใจนักลงทุนไทยมานาน และ “กองทุนหุ้นจีน” ก็เป็นพิมพ์นิยมที่นักลงทุนไทยต้องมีติดพอร์ตกันแทบทุกคน จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า “กองทุนหุ้นจีน” มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.2 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ 16 ต.ค. 24) นับเป็นประเภทกองทุนหุ้นต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็น “อันดับ 2” รองจาก “กองทุนหุ้นโลก” (Global Equity) จากที่เคยมี AUM ขึ้นไปสูงสุดช่วงเดือนมิ.ย. 2021 ที่ 1.9 แสนล้านบาท ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามภาพการเติบโตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักลงทุนลดความสนใจการลงทุนลงแต่ประการใด หากแต่เกิดจากปัจจัยกดดันจากการปรับตัวของตลาดซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานของกองทุน และการเติบโตของกองทุนโดยรวมในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง

“แม้ ‘ตลาดหุ้นจีน’ จะปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ แต่ก็ยัง ‘ไม่แพง’ หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานในด้านราคาเทียบกับมูลค่าที่ควรจะเป็น (Price to Fair Value) ของตลาดหุ้นจีนกับหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐ, ยุโรป, ญี่ปุ่น และอินเดีย พบว่าตลาดหุ้นจีนยังคงมีระดับราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงในช่วงที่ผ่านมาที่แม้ว่าตลาดหุ้นจีนจะปรับตัวอย่างร้อนแรง แต่ระดับราคาซื้อขายดังกล่าวก็ยังนับว่าต่ำกว่าในหลายประเทศนั่นเอง”
“กองทุนหุ้นจีน” ปีนี้เงินไหลออกสุทธิ -0.72 หมื่นล้านบาท...หลังตลาด “เด้งแรง” จังหวะนักลงทุน “ขายทำกำไร”
ทั้งนี้หากพิจารณาในฝั่งของเม็ดเงินลงทุนใน “กองทุนหุ้นจีน” นั้น พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังคงเห็นเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนการเติบโต โดยภาพเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลเข้าสวนทางกลับผลการดำเนินงานของกองทุน ตัวอย่างในปี2021 – 2023 กองหุ้นจีนผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบต่อเนื่องทุกปี -12.9%, -27.1% และ -20.4% ตามลำดับ แต่เงินลงทุนยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง 7.8 หมื่นล้านบาท, 2.1 หมื่นล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี2021,2022 และ2023 ตามลำดับ เช่นกัน และเป็นการไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี2020 เป็นต้นมา

“อย่างไรก็ตามในปีนี้ที่ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 16 ต.ค. 24) มีเงินไหลออกสุทธิเล็กน้อย -0.72 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจังหวะในการ ‘ขายทำกำไร’ บางส่วนออกมานั่นเอง”

โดยข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึง ก.ย. 24 พบว่า “กองทุนหุ้นจีน” มีเงินไหลออกประมาณ –4.0 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการติดลบที่เกิดขึ้นเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นเพียงแต่ในช่วงต้นปีและในเดือน พ.ค. ที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรก โดยในเดือนดังกล่าว “กองทุนหุ้นจีน” มียอดเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 1.5 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นระดับ “สูงที่สุด” ในกลุ่มกองทุนหุ้นในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีแรงเทขายมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สำหรับในเดือนตุลาคมที่ตลาดหุ้นจีนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นนั้น เงินลงทุนก็ยังคงไหลออกอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันที่ 16 ต.ค. 24 พบว่ามีเงินไหลออกสุทธิอีกกว่า -3.0 พันล้านบาท”
ส่วน “หุ้นจีน” จะกลับมาเป็น “กระทิงดุ” เป็นขาขึ้นเต็มตัวได้อีกครั้งหรือไม่นั้น คงขึ้นกับว่านโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลจีนที่ออกมานั้นจะสามารถทำให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นจีนได้อีกครั้งหรือไม่เท่านั้นเอง
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
