ชี้ “Bond Yield” พุ่ง ปัจจัยเสี่ยงหลักรับ “Trump” มากกว่า “Trade War”... ชู “หุ้นสหรัฐ-เอเชีย” เด่นสุด “กำไร” โตดี ส่วน “หุ้นไทย” ต้อง “Selective Buy” ให้เป้าดัชนีปีหน้า 1,550 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาจับชีพจรลงทุนใน “ปีมะเส็ง-2025” กัน ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานธิบดีคนที่47 ของสหรัฐ กัน
เพราะหลายๆ ปัจจัยอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตลาดคาดไว้ หนึ่งในนั้นก็คือ ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐเอง ที่ตลาดเปลี่ยนมุมมองว่าจะ “ลดน้อยลง” เหลือ 3 ครั้งเท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะลง 4 – 5 ครั้งในปีหน้า
นี่ก็จะส่งผลต่อทิศทางของ Fund Flow ในตลาดโลกด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามในภาพรวม “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะ “หุ้นสหรัฐ”, “หุ้นตลาดเกิดใหม่เอเชีย” รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “ทองคำ” และ “REIT” ด้วย
ทิศทางการลงทุนใน “ปีมะเส็ง-2025” จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“ดอกเบี้ยสหรัฐ”...“ยุคโดนัลด์ ทรัมป์” อาจไม่ลงเร็วอย่างที่คาด
โดย “กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์” ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายงานกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ และการลงทุน บลจ.ทิสโก้ สะท้อนมุมมองการลงทุนในปี25 ให้ฟังว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตแบบทรงตัว 3.2% โดยมียุโรป, ญี่ปุ่น และไทยที่เติบโตเพิ่มขึ้น ในขณะที่สหรัฐและจีนจะโตลดลง แต่ยังเติบโตอยู่ ซึ่งปัจจัยที่โลกกำลังจับตาก็คือผลจาก 3 นโยบายหลักของ “โดนัลด์ ทรัมป์” (Donald Trump) ที่สำคัญ ได้แก่ 1) การลดภาษีนิติบุคคล, 2) การขึ้นภาษีการค้า และ 3) การจัดการกับผู้อพยพในสหรัฐ ซึ่งนโยบายภาครัฐ ที่ Trump จะใช้หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีการค้าและจัดการผู้อพยพนั้นจะฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.5% และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อ PCE ขยายตัว 30-40 bps ไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่คาดไว้ในตอนแรก

(กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์)
“ตอนนี้สิ่งที่ตลาดมองเป็นปัจจัยเสี่ยงในปี25 ไม่ใช่เรื่อง Trade War แต่เป็นการปรับตัวขึ้นของ ‘Bond Yield’ มากกว่า Trump ก็มีนโยบายหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก นั่นจะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะของสหรัฐเร่งตัวขึ้นหลัง Trump เข้ารับตำแหน่ง เงินเฟ้อที่ไม่ได้ลงอย่างคาด อาจทำให้ดอกเบี้ยไม่ได้ลดลงเร็ว ตลาดเปลี่ยนมุมมองจากที่เคยคาดว่า Fed จะลดลง 4 – 5 ครั้งในปีหน้า เหลือเพียง 3 ครั้งเท่านั้น นั่นอาจจะทำให้เม็ดเงินที่อยู่ในตลาดเงินของสหรัฐจะยังไม่รีบขยับออกมาตามที่คาดไว้แต่ประการใด เงินส่วนใหญ่จึงอาจจะยังอยู่ในสหรัฐ ไม่ได้ไหลออกไป หากทิศทางดอกลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่า”
“หุ้นสหรัฐ” & “หุ้นเอเชีย” เด่นสุด...“กำไรบจ.” ยังเติบโตดี
ทั้งนี้ หากมองไปในปี25 นั้น ตลาดที่น่าสนใจกลุ่มที่กำไรเติบโตดีและราคายังไม่แพง ก็จะมี หุ้นเวียดนาม, หุ้นเกาหลีใต้, หุ้นตลาดเกิดใหม่ และตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) ส่วนตลาดที่ไม่ถูกแต่ยังน่าสนใจเพราะกำไรบจ.ยังคงเติบโตได้ดี ก็จะมี “หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นสหรัฐ” โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี
จากมุมมองที่มีต่อ Bond Yield ดังกล่าวข้างต้น ทำให้หุ้นสหรัฐเองที่ปรับตัวขึ้นไปสูงก่อนหน้าอาจจะต้องระวัง “การปรับฐาน” ด้วยเช่นกัน แต่ก็จะเป็น “Healthy Correction” ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็เป็นจังหวะในการเข้าลงทุนได้เช่นกัน สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐนั้น การปรับฐาน 5 – 10% ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจจะเป็น “หุ้นเทคโนโลยี” ที่กำไรยังคงเติบโตดี
“โดยกลยุทธ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ คือ ‘การจัดสรรเงินลงทุน’ (Asset Allocation) กระจายไปในหุ้น, ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ อย่างเหมาะสม สำหรับนักลงทุนที่ไม่สะดวกทำเองก็มี ‘กองทุนผสม’ เป้นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี”

“หุ้นจีนเอง ถูกและ Downside จำกัด แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว และดูเหมือนมาตรการแก้ไขของภาครัฐหลังจากออกชุดใหญ่ออกมาช่วงเดือก.ย.24 นั้น จะยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้ คงต้องจับตาดูกันต่อไป สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มี ‘หุ้นจีน’ อาจใช้จังหวะตลาดย่อทยอยสะสมได้ แต่สำหรับใครที่มีจีนอยู่แล้วอาจจะกระจายไปยัง ‘หุ้นเอเชีย (ไม่รวมจีน)’ เพิ่มเติมแทน”
อีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “ทองคำ” ที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยบวก ตลอดจนการที่ ธ.กลางทั่วโลกยังคงซื้อเพื่อกระจายทุนสำรองออกจากดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ ถ้าราคาย่อก็สามารถลงทุนได้ นอกจากนี้ยังมี “REIT” ที่จะได้ประโยชน์ในช่วงดอกเบี้ยขาลงด้วยเช่นกัน
สำหรับ “หุ้นไทย” เองนั้น ให้เลือกหุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ต้อง “Selective Buy” แม้ว่าภาพรวมของกำไรบจ.ของไทยจะยังถูกปรับลดลงในปีหน้าก็ยังไม่ถึง 100 บาท แต่ก็ยังมีบริษัทดีๆ ที่กำไรเติบโตโดดเด่นให้เลือกลงทุนอยู่เช่นกัน โดยมองเป้าดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าไว้ที่ 1,550 จุด
