Official Update :

ผลงานกองหุ้นไทย “Mid-Small Cap” ปี63 แซงกองหุ้น “Big Cap”

ในปีที่ผ่านมาหรือปี 63 ถือเป็นปีที่เลวร้ายอีกหนึ่งของใครหลายคน ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดจากไวรัส COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างล้มระเนระนาด ซึ่งในด้านตลาดหุ้นเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคไปจนถึงความต้องการใช้(ดีมานด์)นั่นเอง

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่พูดถึงตลาดหุ้นเลยก็ไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่ในปีที่ผ่านมานั้นหุ้นขนาดกลางไปจนถึงหุ้นขนาดเล็กมีการเคลื่อนไหวที่น่าตกใจ โดยถ้าจะพูดอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ผลตอบแทนกองหุ้นไทยขนาดกลางและขนาดเล็กตั้งแต่ต้นปี63ถึงสิ้นปี63ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ราว20% ซึ่งตัวเลขอาจจะไม่สูงนัก แต่หากเทียบกับกองหุ้นไทยขนาดใหญ่แล้วตัวเลขดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงกว่าถึงเท่าตัวหรือผลตอบแทนของหุ้นขนาดใหญ่นั้นเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 10%

ในวันนี้ทาง Wealthy thai จึงอยากนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ 5 อันดับกองหุ้นไทยขนาดกลางและขนาดเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของกลุ่มว่าจะจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ที่เราคุ้นตามากน้อยเพียงใด

โดยกองแรกที่มีผลตอบแทนสูงที่สุดในกลุ่มหรืออยู่ที่ 23.92% เป็น “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap (KTMSEQ)” จาก บลจ.กรุงไทย ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีนโยบายที่จะเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทขนาดกลางและหรือขนาดเล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ นั้นเอง ซึ่งจะมีเกณฑ์การคัดเลือกหุ้น ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ซึ่งสำหรับกองทุน “KTMSEQ” ด้วยผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงจึงต้องแลกมากับมูลค่าการลงทุนหน่วยขั้นต่ำที่สูงตาม โดยมี 1,000 บาท ส่วนช่องทางการซื้อขายหน่วยนั้นสามารถทำได้ ธนาคารกรุงไทย ตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่น ๆ และผ่านระบบ Internet Trading: KTAM SMART TRADE (www.ktam.co.th)

ถัดมาอันดับที่สอง ก็ยังคงมาจาก บลจ.กรุงไทย โดยมีชื่อว่า “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็ม เอ ไอ (KT-mai)” โดยนโยบายของกองทุนก็เป็นไปตามชื่อนั้นเอง หรือจะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคตโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ส่วนเงินลงทุนส่วนที่เหลือ อาจพิจารณาลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารทางการเงิน และเงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนดให้ลงทุนได้

สำหรับมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำในหน่วยลงทุน “KT-mai” นั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากกองทุน “KTMSEQ” หรืออยู่ที่ 1,000 บาทนั้นเอง รวมไปถึงช่องทางการซื้อขายด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะจาก ธนาคารกรุงไทย ตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่น ๆ และผ่านระบบ Internet Trading: KTAM SMART TRADE (www.ktam.co.th)

ต่อไปอันดับที่ 3 และ 4 ที่มาจาก บลจ.แอสเซท พลัส โดยกองทุนแรกมีชื่อว่า “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME)” ซึ่งเป็นกองที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แต่จะเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ทั้งนี้กองทุนจะมี net exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ส่วนอันดับที่ 4 นั้นเป็นกองทุนที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว ชนิดมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ASP-SMELTF-T)” ซึ่งแน่นอนว่านโยบายการลงทุนของกองทุน “ASP-SMELTF-T” ก็ไม่มีความแตกต่างไปจาก “ASP-SME” แม้แต่น้อย

เพียงแค่ว่า “ASP-SMELTF-T” เป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือกอง LTF เท่านั้น ที่รัฐบาลเคยส่งเสริมให้ผู้ลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวมโดยให้สิทธิทางภาษีแก่ผู้ลงทุนซึ่งปัจจุบันถูกแทนที่ด้วย กองทุนรวมเพื่อการออมหรือกอง SSF อย่างไรก็ดีกองทุน “ASP-SMELTF-T” ก็ยังกองที่สร้างผลตอบแทนได้ดี

โดยมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำในหน่วยลงทุนของทั้งสองกองทุน ถือว่าสูงกว่ากองทุนจาก บลจ.กรุงไทยสองอันดับแรก หรืออยู่ที่ 5,000 บาท แต่หากเทียบกับผลตอบแทนที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ก็ถือว่าน่าสนใจ สำหรับช่องทางการซื้อขายของทั้งสองกองทุนนั้น สามารถทำได้ผ่านบริษัทจัดการหรือตัวแทนที่บริษัทจัดตั้งขึ้นทุกวันทำการ

อันดับสุดท้าย “กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ ชนิดหน่วยลงทุน A (TSF-A)” จาก บลจ.ทิสโก้ ซึ่งนโยบายการลงทุนจะทั้งการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยสัดส่วนหลักจะเป็นตราสารทุน และส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารแห่งหนี้ อนึ่ง เพื่อให้การจัดการลงทุนมีความยืดหยุ่นสูงสุดและเพื่อผลประโยชน์ของผู้ลงทุน บริษัทจัดการอาจไม่ดำรงอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

นอกจากกองทุน “TSF-A” จะมีผลตอบแทนเป็นอันดับต้นๆที่น่าสนใจแล้ว ยังมีเรื่องมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำในหน่วยลงทุนที่อาจทำให้นักลงทุนหลายคนสนใจได้ด้วยเช่นกัน อย่างการไม่มีข้อกำหนดมูลค่าการลงทุน ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน และ TISCO My Funds

“ตลาดหุ้นไทยแม้ว่าในที่ผ่านมาผลตอบแทนอาจจะยังสูงตลาดหุ้นประเทศอื่นๆไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นจะถึงขั้นติดลบเสมอไป ขณะเดียวกันยังแฝงไปด้วยโอกาสการลงทุนด้วยเช่นกันสะท้อนจากตัวเลขผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กที่สามารถเอาชนะหุ้นขนาดใหญ่ลงได้”

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us