บลจ.มองบวก “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว”...ส่วน “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ยัง Laggard-ต้องเลือกลงทุน!!!

สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในหลายประเทศได้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ด้วยการแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ประชาชนจนบางประเทศวัคซีนเข็มแรกก็เริ่มครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่


ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดเมืองและให้ท่องเที่ยวได้ระหว่างประเทศในเร็วๆ นี้ จนอาจทำให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ด้วยเช่นกัน


ซึ่งในด้านการลงทุนปัจจัยดังกล่าว ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนได้ด้วย “ธีมการเปิดเมือง” หรือ “ธีมเศรษฐกิจโลก” ที่ฟื้นตัว


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมุมมองภาพการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจากผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจหรือคนอ่านกันในครั้งนี้



ธีมการลงทุนครึ่งหลัง...ปรับพอร์ตคัดหุ้นรับอานิสงส์ “เปิดเมือง”

โดยเริ่มที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ธีมการลงทุนในช่วงครึ่งปีเราได้ให้น้ำหนักในกลุ่มหุ้นหรือประเทศที่จะได้รับการอานิสงส์จากการ “เปิดเมือง” หลังจากที่หลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชาชนซึ่งคาดจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในช่วงไตรมาส3/64 หรือ4/64 ทำให้มีความมั่นใจในการเปิดเมืองมากขึ้น



(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)



“สำหรับประเทศที่เป็นผู้นำในการฉีดวัคซีนจะเป็นประเทศสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ที่จะมีการเปิดเมืองให้เห็นก่อนประเทศอื่นๆ ซึ่งพอ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ทำได้สำเร็จก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ดีโดยคาดการณ์ของโลก สหรัฐฯ และยุโรปก็มีการปรับประมาณขึ้น จึงมองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังไม่น่ากังวลนัก”


แต่อย่างไรก็ดีสำหรับประเทศไทยก็อาจจะ laggard ในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการระบาดหรือเกิดคลัสเตอร์ใหม่ออกมาให้เห็นอยู่และการนำเข้าวัคซีนเองก็ค่อนข้างล่าช้า จนส่งผลให้การฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนเกิดการดีเลย์ตามไปด้วย ซึ่งก็อาจจะเห็นการปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ลง



“บลจ.ทิสโก้” ชู
‘หุ้นสหรัฐ-เทคโนโลยี-เฮลธ์แคร์’ เด่นสุด...ส่วน ‘หุ้นจีน’ ต้องมองการลงทุนระยะยาว

ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงครึ่งปีหลัง จึงยังน่าสนใจที่สุดและมีโมเมนตั้มที่ดี สะท้อนจากหุ้น “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ที่ได้มีการทำสถิติใหม่สูงสุดต่อเนื่อง เพียงอาจจะไม่ได้เห็นการเร่งตัวขึ้นที่ค่อนข้างแรงเหมือนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ก็เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯยังไปต่อได้


“อย่างไรก็ดีในระยะสั้นตลาดอาจจะมีความเสี่ยง ประเด็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกแผนทำ QE Tapering หรือการปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ QE ของสหรัฐซึ่งจะเห็นทิศทางที่ชัดเจนในช่วงปลายไตรมาส 3/64 ว่าจะลดการทำ QE ปริมาณเท่าไหร่ แต่มาตรการดังกล่าวจะยังคงไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้เป็นเพียงแผนเท่านั้น”





ซึ่งนักลงทุนอาจจะต้องจับตาดูปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ อย่างไรก็ดีคาดว่าอาจจะไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นมากนัก เนื่องจากตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปบ้างแล้ว จึงทำให้เห็นการปรับตัวลดลงของตลาดในช่วงไตรมาส 2/64 และหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเป็นกลุ่มหุ้นเติบโต


“โดยช่วงที่ตลาดมีความผันผวนหรือปรับตัวลดลงก็ถือเป็นโอกาสเข้าซื้อที่ดี เนื่องจากข้อมูลในอดีตหลังจากทำการ QE Tapering ตลาดฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างดีเพราะตอบรับกับแนวโน้มของเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีหลังจากการทำ QE Tapering จึงอยากให้นักลงทุนติดตามปัจจัยดังกล่าวที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่นักลงทุนควรมีการกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นด้วยเช่นกัน”


นอกจากหุ้นสหรัฐฯ หุ้นโดยเฉพาะกลุ่ม อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ เฮลธ์แคร์ ที่ควรให้น้ำหนักการลงทุนหลังจากปรับตัวลงมาจนราคาค่อนข้างถูก กลุ่มตลาดที่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนก็คือ “ตลาดหุ้นยุโรป”เพิ่มเติม ส่วนกลุ่ม “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” เรามีมุมมองค่อนข้าง Laggard จากปัจจัยการแจกจ่ายวัคซีน แต่นักลงทุนยังสามารถลงทุนที่มีเป้าหมายในระยะยาวสามารถลงทุนใน “ตลาดหุ้นจีน” ได้



“ตลาดหุ้น” ครึ่งปีหลังอาจมี
‘ความผันผวน’...เหตุตลาดยังกังวลเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย

ถัดมาที่ “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้มีมุมมองถึงตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะเห็น ความผันผวน มากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลถึงปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือภายในปี 2566  ซึ่งตลาดก็ได้มีปรับตัวลดลงไปบางส่วนหลังจากรับรู้ข่าวดังกล่าว



(คมสัน ผลานุสนธิ)



“โดยธีมการลงทุนจึงมองว่าควรปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ตลาดหุ้นยุโรป เพิ่มเติม เนื่องจากการบริหารจัดการของสหภาพยุโรปทำได้ค่อนข้างดี จากการฉีดเข็มแรกได้ค่อนข้างไวและมาตรการ QE ของยุโรป ก็มีการสวนทางกลับสหรัฐฯ โดยที่มีแนวโน้มจะเพิ่มวงเงินขึ้นและทำออกมาอย่างต่อเนื่อง”


อีกปัจจัยที่ “ตลาดสหรัฐฯ” จะยังต้องถูกทดสอบก็คือเรื่องนโยบายการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลและบริษัทขนาดใหญ่ ที่ตัว “โจ ไบเดน” ต้องการเม็ดเงินลงทุนหรืองบประมาณเข้ามาใส่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน  ซึ่งระดับการขึ้นแม้ว่าจะขึ้นในระดับที่สูงหรือต่ำกว่าตลาดคาด ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความท้าทายอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง


อีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจโดยเข้าธีมการเปิดเมืองหรือเปิดประเทศ ก็คือ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ที่การแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ประชาชนทำมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยสามารถทำได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/64 จะเปิดสามารถเปิดเมืองได้แต่หากเทียบกับยุโรปยังดูด้อยกว่า เนื่องจากนโยบายและมาตรการต่างของรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีการอัดฉีดเพิ่มเติม



“บลจ.แอสเซทพลัส” มอง
‘หุ้นยุโรป-ญี่ปุ่น’ น่าสนใจกว่าสหรัฐ...ชู ‘หุ้นอินเดีย’ และ ‘เวียดนาม’ เด่นสุดในตลาดเกิดใหม่และอาเซียน

สำหรับฝั่ง “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” มีมุมมองว่าตลาดยังไปต่อไปดีโดยรูมให้ขยับตัวได้อีกค่อนข้างสูง แต่ผู้นำตลาดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก “ตลาดหุ้นจีน” ในปีนี้ต้องเจอกับปัจจัยกดดันอย่างนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาเข้มงวดในหลายประเทศ จึงส่งผลให้นักลงทุนเกิดความลังเลหรือความเชื่อมั่นใจตลาดหุ้นจีนจึงอาจทำให้ตลาดมีความผันผวนได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่อย่างไรก็ดีในเชิง valuation ตลาดหุ้นจีนยังค่อนข้างถูก นักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวก็ยังสามารถลงทุนได้


“โดยตลาดที่ยังไปต่อได้ดีหรือน่าสนใจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ประกอบไปด้วย ตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและตลาดหุ้นจีนที่ยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องนโยบายของรัฐบาล จึงมีโอกาสที่ฟันด์โฟลด์จะไหลเข้าตลาดอินเดียได้ก่อน


ส่วน ตลาดหุ้นอาเซียน” อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ก็ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ต่อวันค่อนข้างสูงทำให้ตลาดมีการปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบันยกเว้นเวียดนาม แต่คาดว่าในช่วงไตรมาส 3/64 หรือ4/64 ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงและมีการแจกจ่ายวัคซีนได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดกลับมาเฟอร์ฟอร์มได้ดี จึงมองว่าในเป็นโอกาสที่น่าทยอยสะสมในตอนนี้ซึ่งตลาดหุ้นที่จะมีความโดดเด่นที่สุดก็คือ ตลาดหุ้นเวียดนาม



เศรษฐกิจโลกฟื้น...เอื้อกำไรบจ.หนุน “หุ้น” ให้น่าสนใจ

สุดท้าย ศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ภาพการลงทุนในช่วง 6 -12 เดือนข้าง สินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดยังคงเป็น “หุ้น” เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มมีการเติบโตขึ้นตามการเศรษฐกิจประเทศใหญ่ๆ ที่เริ่มฟื้นตัวและขยายตัว ซึ่งจะสนับสนุนให้กำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น



(ศุภกร ตุลยธัญ)



“สำหรับประเทศที่เศรษฐกิจเริ่มมีฟื้นตัวได้ก่อนอย่าง ประเทศสหรัฐฯเป็นผลมาจากการแจกจ่ายวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชาชนถึง 53-54% จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างเริ่มกลับมาได้และภาคการบริโภคที่อัดอั้นมาในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ก็จะส่งผลให้อุปสงค์ในกลุ่มค้าปลีกมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น”


ลำดับถัดมา สหภาพยุโรป” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่การแจกจ่ายวัคซีนเข็มแรกทำได้ค่อนข้างเร็วโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 49-50% ซึ่งมีโอกาสที่แนวโน้มเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ตามสหรัฐฯ โดยเริ่มพัฒนากำลังซื้อในกลุ่มธุรกิจภาคค้าปลีกและให้บริการได้ปรับตัวดีขึ้นมาจากไตรมาส1/64



“บลจ.พรินซิเพิล” ชู
‘หุ้นสหรัฐ-ยุโรป-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน’ เด่นสุดรับศก.ฟื้น...แนะลง ‘หุ้นเวียดนาม’ 10% ของพอร์ตหวังผลระยะยาว

โดยรวมจึงมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวนั้นจะเอื้อประโยชน์ให้แก่กำไรบริษัทจดทะเบียนและทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นน่าสนใจ สำหรับเศรษฐกิจในปัจจุบันถือว่าอยู่ในวัฏจักรที่2 ที่จะเป็นรูปแบบของการเติบโตหรือช่วงขยายตัว จึงแนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป รวมไปถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก


ส่วนกลุ่มภูมิภาคอื่นมีกลุ่มที่น่าสนใจอย่างกลุ่มเอเชียโดยมีตลาดหุ้นที่โดดเด่นอย่าง “หุ้นเวียดนาม” ที่แนวโน้มเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างดีจากตัวเลขภาคการผลิตและการส่งออกได้รับอานิสงส์การย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบจีน จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวควรให้น้ำหนักการลงทุนราว 10% ของพอร์ตหุ้นต่างประเทศ


ธีมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปิดเมืองเปิดประเทศของหลายๆ ประเทศที่ได้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น จากการแจกจ่ายวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งพอร์ตการลงทุนหน้าตาอาจจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก แต่ที่ควรเน้นย้ำความสำคัญคือ น้ำหนักการลงทุนในแต่ละที่ว่าอะไรมาก่อนหรือมาหลังเท่านั้นเอง

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us