“BLUEBELL” ถอดรหัสการลงทุนปี 2025 “Make It Great: Great Journey. Great Investment.” !!!
โดย: บล.บลูเบลล์
เปิดศักราชปี2025 มา ทาง “บล.บลูเบลล์” (BLUEBELL) ได้จัดงานสัมมนา “Make It Great: The Vision 2025 – Great Journey. Great Investment.” เพื่อถอดรหัสการลงทุนในปีนี้
โดยร่วมมือกับพันธมิตร “3 บลจ.” มาเปิดมุมมองเฟ้นหาสินทรัพย์ “ดาวเด่น” ที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในภาวะตลาดผันผวนมาฝากกัน
พร้อมแนะนำกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” สูตรลับเฉพาะของ “BLUEBELL” เองที่คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 8 – 12% ต่อปี มาตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี
รวมถึงยังได้ “3 ผู้นำธุรกิจ” มาร่วมแชร์มุมมองถึง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในธุรกิจที่ตัวเองอยู่ทั้งธุรกิจเทคโนโลยี, ธุรกิจการบิน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
บทสรุปในงานสัมมนาครั้งนี้ มีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ทาง “บล.บลูเบลล์” สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“Make It Great”...ความสำเร็จในการลงทุนของท่าน คือความสำเร็จของ ‘BLUEBELL’ ที่จะทำให้เราก้าวไปได้ไกลอย่างยั่งยืน
โดย “นริสรา ชัยวัฒนะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.บลูเบลล์ กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ของ “บลูเบลล์” ในหัวข้อ “Make It Great: The Vision 2025 – Great Journey. Great Investment.” ว่า “Make It Great” เป็นแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ดีสุดในก้าวย่างการทำธุรกิจของเรา บนเส้นทางของความแตกต่างและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้นำไปใช้วางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสมตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของตัวเอง เพราะความสำเร็จของผู้ลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนองค์กรของเรา

“เพราะความสำเร็จในการลงทุนของท่าน คือความสำเร็จของ ‘BLUEBELL’ ที่จะทำให้เราก้าวไปได้ไกลอย่างยั่งยืน”
“3 บลจ. ชั้นนำ” ส่องสินทรัพย์ “ดาวเด่น” ปี 2025
มาเริ่มกันที่ไฮไลท์ของงานกับการถอดรหัสการลงทุนปี 2025 จาก “3 บลจ. ชั้นนำ” ที่จะมาเฟ้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่น่าสนใจ เพื่อไม่ให้นักลงทุนพลาดโอกาสลงทุนที่ดีๆ ในปีนี้ไป
โดย “คมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส มองว่า การมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็มาพร้อมกับ “โอกาส” เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ “Bitcoin” เพราะถือเป็นกลุ่มทุนหนึ่งที่สำคัญในการให้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” นั่นเอง ท่าที่ของทรัมป์จึงเปลี่ยนไป และมีแนวคิดจะเอา “Bitcoin” มาเป็นทุนสำรองในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ Supply ของ Bitcoin ที่ลดลง ในขณะที่ Demand มีมากขึ้นทั้งจากภาครัฐ ที่ให้การยอมรับและพร้อมจะซื้อ Bitcoin มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองประเทศ บริษัทเอกชนเองก็มีความต้องการซื้อเช่นกัน ไม่เพียงเท่านี้นักลงทุนก็เช่นกัน นั่นจึงผลักดันให้ราคาของ Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 1 แสนดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว และตลาดคาดการณ์เป้าหมายราคามีโอกาสไปแตะ 1.5 แสนดอลลาร์ ได้ในสิ้นปี 2025 นี้อีกด้วย ดังนั้นถ้าราคาย่อก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน
“การขึ้นภาษีของสหรัฐ ‘อินเดีย’ และ ‘ญี่ปุ่น’ คือ 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยสุดจึงเป็น 2 ตลาดที่น่าสนใจลงทุนในปีนี้เช่นกัน ส่วนกลุ่มลาตินอเมริกาได้รับผลกระทบมากสุดก็ควรเลี่ยงไป นอกจากนี้ ‘หุ้นสหรัฐขนาดกลาง-เล็ก’ ก็เป็นอีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่จะ outperform หุ้นขนาดใหญ่ได้ เพราะมีครบทั้ง 3P ได้แก่ 1) Profit กำไรจะโตดี 2) Policy นโยบายลดภาษีของทรัมป์จะเป็นประโยชน์กับหุ้นขนาดกลาง-เล็ก และ 3) Position ที่ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันยังลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กไม่มาก มีโอกาสจะโยกกลับเข้ามาลงทุนได้อีกมากเลยทีเดียว และจากสถิติหลังเลือกตั้งสหรัฐ 100 วัน ตลาดหุ้นสหรัฐมักจะปรับตัวขึ้น”
สำหรับกองทุนเด่นที่แนะนำ ได้แก่ กองทุน “ASP-USSMALL” ที่เน้นการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กคุณภาพสูง ขณะที่ “ASP-DIGIBLOC” มุ่งเน้นสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการอนุมัติ Bitcoin ETF
ด้าน “ธเนศ เลิศเพชรพันธ์” Investment Strategy บลจ.พรินซิเพิล มองว่า การลงทุนในหุ้นโลกยังคงมีศักยภาพสูงในปี 2025 นี้ โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น การลงทุนใน “หุ้นทั่วโลก” ที่มีคุณภาพที่ดียังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ มีเสถียรภาพของผลกำไรอย่างสม่ำเสมอ 10 – 15% ต่อปี ไม่ผันผวนไปตามภาวะตลาดที่บางปีดี บางปีไม่ดี ยังคงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีในภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้ นอกจากนี้ “หุ้นเวียดนาม” ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจในปีนี้ จากโอกาสในการเลื่อนชั้นไปสู่ “ตลาดเกิดใหม่” ในดัชนี FTSE Emerging Market Index และนโยบาย China+1 ตลอดจนการลงทุนของภาครัฐที่จะกลับมาเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามอีกครั้ง แนะนำให้ทยอยสะสมติดพอร์ตได้ เพราะเวลาที่ตลาด Rally นักลงทุนอาจเข้าไม่ทันและพลาดโอกาสการลงทุนที่ดีไป

“ส่วน ‘หุ้นจีน’ เป็นตลาดที่ยังมีปัจจัยลบเข้ามากดดันทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ก็ยังไม่ชัดเจน สำหรับนักลงทุนที่ถืออยู่ ไม่ใช่จังหวะที่จะขายให้ถือต่อไป แต่นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นจีน ไม่ต้องรีบเข้าลงทุน ชะลอดูไปก่อนได้ เพราะมีตลาดอื่นที่น่าสนใจมากกว่า”
สำหรับกองทุนเด่นที่แนะนำ ได้แก่ กองทุน “PRINCIPAL GLEADER” ที่เน้นหุ้นคุณภาพสูงที่เติบโตยั่งยืนในระยะยาว และกองทุน “PRINCIPAL VNEQ” ที่เน้นลงทุนในหุ้นเวียดนาม
ปิดท้ายด้วย “รัฐพล ขัตติยะสุวงศ์” Team Head of Fixed Income Investment, บลจ.เกียรตินาคินภัทร ที่ยอมรับว่า หลังการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ลงเร็วอย่างที่คาด นั่นจึงทำให้ตลาดคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด และตลาดไม่เชื่อว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงไปต่ำกว่า 4% ได้ ปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ที่ Fed จะเอาไปใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตามปัจจุบัน Bond Yield อยู่ในระดับที่สูงและน่าสนใจ แม้ตอนนี้นักลงทุนไม่คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอย (Recession) แต่ในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน หากสามารถลงทุนล็อกผลตอบแทนระดับสูง 4.5% ไปยาว 10 ปีได้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มและน่าสนใจโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรของไทย และหากในอนาคตเกิด Recession ขึ้นในสหรัฐก็จะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้นด้วย
“ส่วนประเทศไทยเอง คาดว่าดอกเบี้ยเองก็คงไม่ได้ลงมากนัก ปีนี้จะลงอย่างน้อย 1 ครั้ง เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโต 2.9% และเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศเข้ามากระทบที่แบงก์ชาติคงต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ ถ้ามี Downside เข้ามากระทบให้เศรษฐกิจทรุดก็อาจลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ตลาดมองไว้ ตราสารหนี้ไทยก็ลงทุนได้แม้ดอกเบี้ยจะไม่ลงมากก็ตาม ในขณะที่ดอกเบี้ยขาลงยังทำให้ ‘ตราสารหนี้ทั่วโลก’ ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในปี 2025 นี้ โดยเฉพาะในพันธบัตรสหรัฐ ที่ควรใช้ความระมัดระวังเป็นกลุ่ม ‘หุ้นกู้’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ”
กองทุนเด่นที่แนะนำ ได้แก่ กองทุน “KKP ACT FIXED” ที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ระยะกลางจึงมีโอกาสได้รับประโยชน์ พร้อมทั้งเพิ่มผลตอบแทนด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน
“BLUEBELL Core & Satellite Portfolio” ผลตอบแทนคาดหวัง 8 – 12% ต่อปี
โดย “ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บล.บลูเบลล์ มองว่า ปีนี้เราเชื่อว่าตลาดยังคง “ผันผวน” และแนะนำกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” แก่นักลงทุนชั้นนำ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในยุคที่ความไม่แน่นอนในตลาดการลงทุนทั่วโลกยังคงสูง โดยจะแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็น “Core Portfolio” ควรเน้นสินทรัพย์มั่นคง เช่น ตราสารหนี้ที่ได้รับผลดีจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2025 และหุ้นคุณภาพสูงทั่วโลกที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในสหรัฐและตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย และเวียดนาม ซึ่งช่วยสร้างฐานการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว

“ส่วนที่สอง เป็น ‘Satellite Portfolio’ ควรมุ่งเน้นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนสูงเพื่อจับจังหวะการลงทุนระยะสั้นถึงกลาง ซึ่งเราคาดหวังผลตอบแทน 10 – 20% ต่อปีในช่วงตลาด sideway หรือตลาดขาขึ้น จะกำหนดเป็นเป้าหมายผลตอบแทนไว้เลยถ้าถึงเป้าหมายก็แนะนำให้ขายทำกำไร หรือถ้าผิดทางก็แนะนำให้ขายตัดขาดทุน (Cut Loss) ในปีที่แล้ว Tatical Call ได้ดี ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 4% ต่อ 1 คำแนะนำ สำหรับปีนี้กลุ่มที่น่าสนใจ เช่น หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ และหุ้นกลุ่ม Digital Asset ที่พร้อมได้รับนโยบายสนับสนุนจากสหรัฐในปีนี้ ซึ่งกลยุทธ์ ‘Core & Satellite Portfolio’ ที่เราแนะนำนั้นผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยอยู่ที่ 8 – 12% ต่อปี ในระยะยาว”
“3 ผู้นำธุรกิจ”...ร่วมแชร์ “โอกาส” & “ความท้าทาย”
อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานสัมมนาในครั้งนี้ คือ การมาร่วมแชร์ประสบการณ์ถึง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในแต่ละอุตสาหกรรม
เริ่มกันที่ “ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์” Managing Director, Microsoft Thailand ที่บอกล่าในหัวข้อ “Empowering Innovation: Human-AI Synergy” ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง “มนุษย์” และ “AI” ให้ฟังว่า ปัจจุบัน AI ได้ก้าวเข้าไปอยู่ในทุกวงการธุรกิจและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนเราไปแล้ว และเข้าถึงง่ายตัวอย่าง “Copilot” ใน Microsoft Edge ก็มีให้ใช้ฟรี เป็นต้น ด้วยพัฒนาการที่มีความก้าวหน้าจนปัจจุบันมนุษย์สามารถสื่อสารกับ AI ได้โดยตรง ด้วยภาษาของตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านการแปลงเป็นภาษาคอมพ์ในการสื่อสารแต่ประการใด ซึ่งพัฒนาการของ AI มีการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากสามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้โดยตรง และไม่จำกัดแค่เพียงการสื่อสารด้วยภาษาเท่านั้น รวมถึงรูปภาพและคลิป VDO ได้ด้วย AI พัฒนาจนมีความเข้าใจมนุษย์และสามารถมาเป็น AI Agent ที่ช่วยเหลือมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เพียงในการค้นหาข้อมูลเท่านั้น ยังประมวลผลพร้อมให้คำแนะนำต่างๆ สรุปการประชุม, วางแผนเดินทางท่องเที่ยว, ช่วยวางแผนงาน รวมถึงแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นต้น
เรียกว่า AI เพียงหนึ่งสามารถทำงานได้หลากหลาย และสามารถจะทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ แต่ไม่ได้มาแย่งงานมนุษย์แต่ประการใด เป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำอะไรได้อีกมากโดยมี AI เป็นผู้ช่วย แม้เราจะไม่มีทักษะในด้านนั้นๆ มาก่อน เช่น ให้ AI แต่งเพลงให้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องดนตรีมาก่อนเลยก็ตาม หรือนักเรียนไทยมีโอกาสมีติวเตอร์ส่วนตัวด้วย AI เป็นต้น
“AI จึงเข้ามา Disrupt โลกใบนี้ ไม่ใช่แค่ Change เท่านั้น สามารถทำให้ธุรกิจโตขึ้นได้โดยใช้คนเท่าเดิม เมื่อเอา AI เข้ามาช่วย ซึ่งในอดีตเป็นไปไม่ได้ AI ไม่ได้มาแย่งงานมนุษย์ แต่มาช่วยทำหน้าที่ช่วยมนุษย์ การทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์จะช่วยให้การทำงานของคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ Productivity Gain เพิ่มขึ้น”

ต่อด้วย “สันติสุข คล่องใช้ยา” CEO, Thai AirAsia ในหัวข้อ “Elevating Thai Aviation: Unlocking Growth Amid Challenges” ที่ชี้ให้เห็นโอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมการบินว่า ในช่วงวิกฤติ Covid-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินทั่วโลกรวมทั้งไทยเอง หลังปิดประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทาง ‘AirAsia’ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่เราเชื่อว่าวันหนึ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลายสำคัญคือต้องรักษาคน และเครื่องบินเอาไว้ให้ได้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสถาบันการเงินไม่ให้สินเชื่อ ความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ แต่เราได้เงินมาใช้จากการออก “หุ้นกู้” มาเป็นสภาพคล่องใช้ทำธุรกิจ ด้วยความช่วยเหลือของ “BLUEBELL” และทำให้เรากลับมาในธุรกิจการบินอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
“ปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งประมาณ 45% ยอดขายเกินช่วง Covud-119 ไปแล้วและสูงกว่าในปี23 ที่ผ่านมาด้วย ฝูงบินเราปีนี้น่าจะประมาณ 80 ลำ ใหญ่เป็นอันดับ2 ใกล้เคียงกับการบินไทย ซึ่ง และเรากำลังจะลงทุนในเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เราบินได้ไกลขึ้น ประหยัดมากขึ้น และทำให้เปิดเส้นทางการบินที่ไกลขึ้นได้ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังเติบโตโดยปีนี้ภาครัฐคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ล้านคน เท่ากับช่วงก่อนเกิด Covid-19 มีการสนับสนุนแคมเปญต่างๆ จากภาครัฐ แผนการขยายสนามบินทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ตลอดจนสร้างใหม่เป็นสนามบินอันดามันและล้านนา ก็จะเพิ่มความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวและหนุนให้ธุรกิจการบินของไทยโตได้ต่อเนื่อง”
ปิดท้ายด้วย “ทิตวัฒน์ อัศเวศน์” CEO, DTGO Prosperous Limited ที่กล่าวในหัวข้อ “Investment Opportunity and Challenges in REITs Market” ที่เจาะลึกโอกาสและความท้าทายในตลาด REITs ให้ฟังว่า เราลงทุนธุรกิจโรงแรมในอังกฤษ เพิ่งซื้อโรงแรม 17 แห่ง 3,500 ห้อง ที่อังกฤษเดือนพ.ย.2019 หลังจากนั้น 3 เดือนก็เจอ Covid-19 ปิดประเทศ ได้รับผลกระทบเช่นกันแม้อังกฤษจะเปิดประเทศเร็วในปี2020 แต่ไม่มีคนเดินทางท่องเที่ยว นอกจากเงินที่ผู้ถือหุ้นใส่เข้ามา แหล่งเงินที่เราได้ก็มาจากการออก “หุ้นกู้” โดยได้รับความช่วยเหลือจากทาง “BLUEBELL” ที่ทำให้เรากลับมาได้ในที่สุด เพื่อสะท้อนภาพว่าการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” เป็นโอกาสการลงทุนที่ดี ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกที่น่าสนใจคือการลงทุนผ่าน “REIT” นั่นเอง แต่อสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทก็มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันไปอย่างโรงแรมก็อาจจะอ่อนไหวมากกว่าประเภทอื่น เป็นต้น
“การลงทุนใน ‘REIT’ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ Passive Income ที่ดี สม่ำเสมอ ผลตอบแทน 6 – 8% ขึ้นกับประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน ที่สำคัญยังเป็นสินทรัพย์ที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี (Inflation Hedge) ซึ่ง REIT เองจะมีไส้ในที่แตกต่างกันว่าไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด โรงแรม, คลังสินค้า, ออฟฟิศ, ศูนย์การค้า เป็นต้น ผลตอบแทนก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับผลประกอบการของ REIT นั้นๆ ด้วย ข้อดีของการลงทุนใน REIT คือช่วยกระจายความเสี่ยงสามารถกระจายลงทุนในหลากหลายอสังหาริมทรัพย์ได้ และใน REIT แต่ละประเภทเองก็ยังมีการกระจายในระดับสินทรัพย์อีก ที่สำคัญโปร่งใสข้อมูลทุกอย่างเปิดเผยและนักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ดูได้หมด ถือเป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจและใช้เงินลงทุนไม่มาก”
ทั้งหมดนี้ เป็นมุมมองจากเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญทั้งในมิติด้าน “การลงทุน” และ “การทำธุรกิจ” งานนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนของนักลงทุนไทย พร้อมนำเสนอข้อมูลที่ทันสมัยและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้นนั่นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
สนใจติดต่อบล.บลูเบลล์ โทร. 02-249-2999 www.bluebellgroup.co.th
