"บลจ.อีสท์สปริง" ปลื้ม AUM ปี24 โตแรง +14.04% แซงอุตสาหกรรม ลั่นปีนี้ขอชนะอุตฯ ต่อเนื่อง ชู “หุ้นเอเชีย” โอกาสลงทุนรับตลาดผันผวน “พื้นฐาดี-ราคาถูก” มองกรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,270 – 1,350 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: สำหรับ “บลจ.อีสท์สปริง” (Eastspring) เป็นบลจ.ที่ใหญ่เป็น “อันดับ 8” (จากบลจ. 27 แห่ง) ของอุตสาหกรรมกองทุน สิ้นปี2024 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) กว่า 4.7 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 4.85%
ในปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่โดดเด่น +14.04% (อุตสาหกรรม +9.90%) และเป็นการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งกองทุนรวม +14.93% (อุตสาหกรรม +14.10%), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ +10.16% (อุตสาหกรรม +6.41%) และกองทุนส่วนบุคคล +7.31% (อุตสาหกรรม +2.21%) ตามลำดับ
เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา และทำให้ภาพรวมการเติบโตของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ให้สูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
โดยยังคง “จุดเด่น” ของการเป็นบลจ.ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในเอเชีย (Asia Expert) และมีมุมมองการลงทุนระดับโลก นำเสนอโพรดักท์การลงทุนที่ครบถ้วนหลากหลายเพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุนนั่นเอง
และในปี2025 นี้ ท่ามกลางตลาดที่ยังคง “ผันผวน” ยังคงมีโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจให้เลือกลงทุนอยู่ผ่าน 4 ธีมหลักที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) “Opportunities In Asia”, 2) 2.Potential Growth”, 3) “Entering Rate Cut Mode” และ 4) “Stay Defensive”
ทิศทางธุรกิจในปี2025 ของ “บลจ.อีสท์สปริง” และมุมมองการลงทุนจะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตพร้อมๆ กันได้เลย
ปี25 เน้นโพรดักท์ที่หลากหลายให้นักลงทุนใช้ “จัดพอร์ต” ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายการลงทุน...ส่วน AUM เป้าหมายชัด “ขอโตกว่าอุตสาหกรรม”
โดย “ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง บอกถึงการเติบโตในปี’24 ที่ผ่านมาว่า ในภาพรวม AUM ของบริษัทโตเพิ่มขึ้นกว่า 14% เป็นภาพสะท้อนถึงการเติบโตที่มีเสถียรภาพและเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอุตสาหกรรมในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งกองทุนรวม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล และเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปี เราเป็นบลจ.ที่เป็น “Asia Expert” มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในเอเชียและมีมุมมองการลงทุนระดับโลก มีโพรดักท์การลงทุนที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศภายใต้การบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพด้วยความเชี่ยวชาญ ในประเทศก็มีทั้งสไตล์ Active และ Passive ส่วนต่างประเทศก็มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อแนะนำการลงทุนให้กับนักลงทุนได้ใช้จัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์จะเป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุน ที่จะช่วยให้นักลงทุนก้าวข้ามขีดจำกัดและไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุนนั่นเอง

“เรายังเป็นผู้นำในธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในแง่ของผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ใช้ เช่น Fund Link Application PVD Digital Platform ที่ประกอบด้วย Eastspring M Choice PVD Mobile Application สำหรับสมาชิก, Eastspring PVD Employer Online สำหรับผู้ประสานงานสำหรับฝั่งนายจ้าง และ Eastspring PVD Fund Committee Mobile Application สำหรับคณะกรรมการกองทุน ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนเป็นที่ยอมรับ”
ในปี25 นี้ เราโฟกัสในเรื่องของความหลากหลายของโพรดักท์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับกองทุนเดิมเพื่อให้การบริหารจัดการทำได้ดีขึ้น การควบรวมกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนอย่างต่อเนื่อง และการทำงานใกล้ชิดกับ “พันธมิตร” ต่าง ๆของเราว่ามีความต้องการอะไร เราก็พพร้อมจะหาโพรดักท์มาตอบสนองทั้งที่เราบริหารเอง หรือมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้น การเติบโตคงไม่มากเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ยังคงตั้งเป้าการเติบโตไว้ “ชนะอุตสาหกรรม” ชัดเจน
“บลจ.อีสท์สปริง มีการเติบโตที่มีเถียรภาพสูง ดูจากการเติบโตในปี’24 ที่ผ่านมา เราเป็น Asia Expert ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในเอเชีย และมีมุมมองการลงทุนระดับโลก เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับนักลงทุน โดยมี ‘Eastspring’ และ ‘ttb’ พร้อมสนับสนุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน”
ครึ่งปีแรก “หุ้นสหรัฐ” ยังได้ประโยชน์จากนโยบาย “Trump 2.0”…พร้อมเปิด “4 ธีม” เด่นรับปี’25
ทางด้าน “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง แชร์มุมมองการลงทุนในปี’25 ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโต อัตราการว่างงานประมาณ 4% เงินเฟ้อทยอยลดลง ภาพยังเป็น Soft Landing หรือ No Landing อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน 4.25% จึงไม่น่าแปลกที่เงินลงทุนในกองทุน Money Market ของสหรัฐคิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP ในปัจจุบัน ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐยังคงไปต่อได้ในช่วงครึ่งแรกปี’25 นี้ แม้ตลาดจะผันผวนจากนโยบายของ “Trump 2.0” เพราะมองว่า “Donald Trump” คาดเดาได้ยาก ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในแง่นโยบายกลับ “คาดเดาได้ไม่ยาก” กับนโยบายที่เขาจะทำ ซึ่งหลักๆ ที่จะมีผลกระทบต่อตลาดการลงทุนทั่วโลกก็คือ การขึ้นภาษีการค้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกเป็นสำคัญ เพราะจะมีผลทันทีและส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อด้วย แม้การปรับขึ้นภาษีกับแคนนาดาและเม็กซิโก 25% และจีน 10% ถือว่าไม่เยอะมาก แต่ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ด้วย

“ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ทุกคนไปแต่ตลาดสหรัฐ ตลาดเกิดใหม่กลับถูกละเลย แต่ในระยะถัดไปนักลงทุนจะกลับมามองตลาดเกิดใหม่ เอเชียมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอินเดีย, จีน และเวียดนาม ที่โตมากกว่า 5% มูลค่าไม่แพง และมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้นตาม จึงเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน”
สำหรับ “4 ธีม” การลงทุนที่น่าสนใจและแนะนำในปี’25 ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ในปีนี้ ได้แก่
1) โอกาสในเอเชีย (Opportunities In Asia): โดยคาดว่า “กองทุนเอเชียที่มีความผันผวนต่ำ” จะเป็นโอกาสในการลงทุน โดยมองว่า “อินเดีย” ยังคงมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมถึงการขยายตัวของประชากร และค่าเฉลี่ยแรงงานที่อายุไม่มากซึ่งส่งผลดีต่อกำลังซื้อ ในขณะที่ “ญี่ปุ่น” คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น
2) การเติบโตที่มีศักยภาพ (Potential Growth): คาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวน และคาดว่ากำไรจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี’25 โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ที่มีคุณภาพดี กำไรยังเติบโตได้ดี กระแสเงินสดดี ได้เปรียบหุ้นขนาดกลาง-เล็ก
3) การเข้าสู่โหมดลดอัตราดอกเบี้ย (Entering Rate Cut Mode): คาดว่า Fed จะยังคงลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ซึ่งอาจจะเป็นในช่วงครึ่งปีหลัง และการลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม เน้น “ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง” จะได้ประโยชน์ แต่ในช่วง 3 – 6 เดือนนี้กลุ่ม “High Yield” ก็สามารถลงทุนได้เพราะเศรษฐกิจยังโตได้ดีนั่นเอง
4) การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ (Stay Defensive): ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวน หุ้น Healthcare ช่วยเสริมพอร์ตให้แกร่ง สร้างความสมดุลในช่วงตลาดผันผวน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างจะ Laggard หุ้นกลุ่มอื่น

มองกรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,270 – 1,350 จุด ให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” (Neutral)…ชี้ยังมีตลาดอื่นที่น่าสนใจกว่าโดยเปรียบเทียบ
ปิดท้ายด้วย “บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่มอง “ตลาดหุ้นไทย” ว่า ปัจจุบันหุ้นไทยยังไม่ได้ซื้อขายอยู่บนปัจจัยพื้นฐานเท่าไร เป็นเรื่องของอารมณ์และภาวะตลาดชี้นำเป็นหลัก โดยปัจจุบันที่กดดันหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็น “แรงขายต่างชาติ” เป็นหลัก “แรงขาย LTF” ไม่ใช่ปัจจัยหลักแต่ประการใด จากสถิติในอดีตที่ P/E 14.2 เท่า ที่ระดับดัชนี 1,219 จุด น่าจะเป็นแนวรับที่เอาอยู่ แต่ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) ที่มองในปีนี้จะอยู่ในกรอบ 1,270 – 1,350 จุด โดยให้น้ำหนักการลงทุน “เท่าตลาด” (Neutral) เพราะในมุมมองต่างชาติแล้ว ยังมีตลาดอื่นที่น่าสนใจมากกว่าหุ้นไทยให้เลือกลงทุนได้ อาจจะต้องรอเวลาสักนิดให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเห็นผล ซึ่งปกติจะใช้เวลาส่งผ่านประมาณ 3 – 6 เดือน ถึงจะเห็นผลสะท้อนในตัวเลขเศรษฐกิจจริง
“หุ้นเอเชียน่าสนใจ แต่ตลาดยังมีความผันผวน ดังนั้น กลยุทธ์จำกัดความผันผวนให้ต่ำไว้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ ด้วยค่าเบต้า (Beta) ที่ต่ำกว่าตลาด ทำให้เลาตลาดปรับตัวลง ก็จะลงน้อยกว่าตลาด และในจังหวะที่ตลาดขึ้น ก็ขึ้นน้อยกว่าตลาด ทำให้ภาพรวมในระยะยาวแล้วเฉลี่ยผลตอบแทนจะเติบโตค่อนข้างดี ที่สำคัญเมื่อจำกัด Downside ให้ต่ำ เวลาจะทำผลตอบแทนให้กลับคืนมานั้น ก็จะใช้แรงหรือความพยายามไม่มากด้วย นี่จึงเป็นกลยุทธ์ที่มองว่าตอบโจทย์ที่เรากำลังจะนำเสนอให้กับนักลงทุนผ่านกองทุน ES-ALOVE (คาดว่าจะเปิดขาย IPO วันที่ 14-21 ก.พ. 25) นี้”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของก้าวย่างของ “บลจ.อีสท์สปริง” ที่เริ่มจะลงตัวและกลับสู่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างมั่นคง หลังช่วงเปลี่ยนผ่านในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเปิดมุมมองท่ามกลางความผันผวนกับโอกาสลงทุนใน “4 ธีม” เด่นที่สำคัญ ที่จะทำให้คุณไม่พลาดโอกาสลงทุนในปีนี้อย่างแน่นอน
