“หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เป้าหมาย Fund Flow รอบใหม่... เหตุพื้นฐานสุดแกร่ง “ศก.โตดี-ราคาถูก-กำไรบจ.โตต่อเนื่อง” หลัง “หุ้นสหรัฐ” แพง-ราคาตึงตัว !!!
ลายแทงกองทุน: ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เป็นตลาดที่ถูกลืม นักลงทุนหันไปลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” กันเป็นหลัก ทำให้ผลงาน Underperform ตลาดหุ้นสหรัฐมาโดยตลอด
แต่วันนี้เมื่อทั่วโลกมองว่า “หุ้นสหรัฐ” เริ่มแพงไป เงินก็ต้องมองหาโอกาสลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง ซึ่ง “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ถูกมองว่าจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นในอีกไม่ช้า เป็นการโยกเงินกลับเข้ามาในท่ามกลางความผันผวน
ด้วยพื้นฐานที่สุดแกร่ง คาดว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะโตสูง 5.1% ในปี25 และ26 ตามลำดับ สูงกว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะโต 3.3% ทั้งในปี25 และ26 เช่นเดียวกัน ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 2.7% และ 2.1% ในปี25 และ26 ตามลำดับ (ที่มา: World Economic Outlook, January 2025)
ในขณะที่ราคา “ยังถูก” โดยมี Forward P/E ประมาณ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ในขณะที่คาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี25 ไว้ประมาณ 10% สะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนของภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 24 ม.ค. 25)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)"…ดักเงินลงทุนทั่วโลกไหลกลับรับ "พื้นฐานสุดแกร่ง"
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Feeder Fund ทั้งหมด แต่กองทุนหลักต่างค่ายแตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย
- “ES-ALOVE-UH: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Asian Low Volatility Equity-Unhedged” ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนรวมที่สอดคล้องกับตลาดหุ้นในภูมิภาค “เอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น)” ผ่านการเติบโตของรายได้และการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาวแต่มีความผันผวนที่ตํ่ากว่าตลาด ผ่านกองทุนหลัก ‘Eastspring Investments – Asian Low Volatility Equity Fund, Class C’ ที่บริหารจัดการโดย Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. ซึ่งอยู่ระหว่างขาย IPO วันนี้ – 21 ก.พ. 25 นี้
“กองทุนมีจุดเด่น คือ กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์โดยใช้ปัจจัยด้านปริมาณ (Quantitative Factor) ที่สามารถเข้าถึงขอบเขตการลงทุนที่กว้างใหญ่กว่า ‘MSCI Asia Ex Japan’ ช่วยสร้างโอกาสลงทุนได้มากกว่า โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสสร้าง ‘ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม’ (Alpha) และหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลในระดับที่น่าสนใจ โดยปัจจุบันมีการกระจายการลงทุนประมาณ 100-200 ตัว และตัดหุ้นที่มีความน่าสนใจน้อยออกไปโดยใช้ Multi -Factor เช่นหุ้นที่มีราคาแพง, ไม่มีคุณภาพ, มีมุมมองเชิงลบของนักวิเคราะห์และปัจจัยทางเทคนิค เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มี ‘ความผันผวนต่ำ’ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อกระจายการลงทุนไปยังแต่ละกลุ่มประเทศ ธุรกิจ บริษัท ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างครอบคลุม รวมทั้งจำกัดต้นทุนการซื้อขายและการถือครองหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำไม่ให้มากเกินไปนั่นเอง”

- ถัดมาเป็น “KFHASIA-A: กองทุนเปิดกรุงศรีเอเชียนอิควิตี้เฮดจ์เอฟเอ็กซ์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กรุงศรี เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” ของบริษัทที่อยู่ในทวีปเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) และออสเตรเลีย ผ่านกองทุนหลัก ‘Baillie Gifford Pacific Fund (Class B Acc)’ ที่บริหารจัดการโดย Baillie Gifford & Co Limited
“ทั้งนี้กองทุนหลักมีกลยุทธ์การลงทุนตามหลักเกณฑ์การลงทุนแบบยั่งยืน โดยนําปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ประกอบการพิจารณาในกระบวนการลงทุนของกองทุนด้วย”
- มาต่อกันด้วย “ASP-ASIAN: กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอเชี่ยนสเปเชียลซิททูเอชั่นส์” ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจ และบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็กแต่มีอัตราการเติบโตสูง เหมาะกับผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Fidelity Funds – Asian Special Situations Fund’ ที่บริหารจัดการโดย FIL Investment Management (Luxembourg) S.A.

- ปิดท้ายด้วย “ABAPAC: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ ฟันด์ – ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นกระจายลงทุนใน “หุ้นเอเชียแปซิฟิก” แต่ไม่ครอบคลุมถึงประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของสังคมเมือง และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ผ่านกองทุนหลัก ‘abrdn Pacific Equity Fund SGD class’ ที่บริหารจัดการโดย abrdn Investments (asia) Limited
เมื่อ “หุ้นสหรัฐ” เริ่มแพง ทำให้ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เศรษฐกิจโตดี ราคาไม่แพง และน่าจะเป็นเป้าหมาย “Fund Flow” ที่จะมีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอีกครั้ง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
