Official Update :

“DeepSeek Effect” จุดพลุ “หุ้นจีน” ปีงูฟื้นแรง… กลุ่ม “หุ้นเทคฯ” ผงาด Top5 ผลงาน “สุดปัง” เฉลี่ย +17.29% “Goldman Sachs” มั่นใจปรับเป้าดัชนี “CSI 300” เป็น 4,700 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นจีน” ตลาดที่โลกลืมมายาวนาน แต่ใครจะรู้ในปีที่ผ่านมา “หุ้นจีน H-Share” ให้ผลตอบแทนสูงถึง +31.4% โดยหุ้นจีนทุกตลาดเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่เดือนต.ค.24 ที่ผ่านมาอย่างพร้อมเพรียง


และในปีนี้ ยังมี DeepSeek Effect” AI สัญชาติจีนที่โผล่มาทุบ “หุ้นเทคฯ สหรัฐ” ร่วงระนาว พร้อมจุดพลุให้ “หุ้นเทคฯ จีน” ผงาดอีกครั้ง และสร้างโมเมนตัมมายังภาพตลาดหุ้นจีนในภาพรวมให้ฟื้นตัวต่อเนื่องในปีนี้


โดย A-Share” ปีนี้ +2.42%, “H-Share” +19.53% และ HIS” +17.09% ตามลำดับ ในขณะที่ราคาก็ยัง “ไม่แพง” ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ผ่านมา (ที่มา: Google Finance, วันที่ 18 ก.พ. 25)


หนุนให้กลุ่ม “กองหุ้นจีน” ปีนี้ผลตอบแทนฟื้นเช่นกัน โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +6.51% (กองทุน 81% ผลงานเป็นบวก) ย้อนหลัง 1 ปี +21.29% (กองทุนผลงานเป็นบวกทั้ง 100%) (ที่มา: morningstarthailand.com)


ล่าสุดทาง สีจิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ก็ช่วงชิงจังหวะการนำ เรียกประชุมบริษัทเอกชนรายใหญ่ทั่วจีน โดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ ชั้นนำของจีนมากันครบครัน เพื่อหารือด้านแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค และการค้าเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง


สำหรับ “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


“กองหุ้นจีน
” ปีนี้ผลงานฟื้น บวกเฉลี่ย +6.51%...“BCAP-CTECH” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +19.49% ส่วน “SCBCHAP” ดิ่งหนักสุด -3.89%

ภาพของ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ “กองหุ้นจีน” ทั้ง 127 กอง มีผลงานที่ดีขึ้นด้วยเช่นกันโดยปีนี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +6.51% โดยมี 103 กอง คิดเป็น 81% ที่มีผลงานเป็น “บวก” มีเพียงส่วนน้อย 19% เท่านั้น ที่ยัง “ติดลบ” โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +19.49% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -3.89% หรือต่างกันอยู่ 23.38%


สำหรับ 5 “กองหุ้นจีน ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) นำมาโดยกลุ่ม “หุ้นเทคฯ” ทำผลตอบแทนได้มากกว่า 15% ทุกกอง ได้แก่

  • “BCAP-CTECH” ของบลจ.บางกอกแคปปิตอล +19.49%

  • “SCBCTECH(SSFE)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +17.32%

  • “TCHTECHRMF-A” ของบลจ.ทิสโก้ +17.23%

  • “MEGA10CHINARMF” ของบลจ.ทาลิส +17.18%

  • “KFCMEGA-A” ของบลจ.กรุงศรี +15.22%


ส่วน 5 “กองหุ้นจีน ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ ประกอบด้วย

  • SCBCHAPของบลจ.ไทยพาณิชย์ -3.89%

  • TISCOCHA-SSF” ของบลจ.ทิสโก้ -1.91%

  • KFCSI300-A” ของบลจ.กรุงศรี -1.59%

  • ES-CHEQ” ของบลจ.อีสท์สปริง -1.58%

  • “K-CHX” ของบลจ.กสิกรไทย -1.34%


“หุ้นจีน” ฟื้นแรง ช่วง 1 ปี ตลาด “
A-Share” +14.95% ส่วน “H-Share” +54.52%...ด้าน “Goldman Sachs” ปรับเป้าดัชนี “CSI 300” เป็น 4,700 จุด

การปรับตัวขึ้นของ “หุ้นจีน” ในครั้งนี้ จะยั่งยืนหรือไม่นั้น ยังเป็นคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง เพราะยังมีปัจจัยกดดันทั้งภายนอก สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงภายในประเทศเองเรื่องปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่จบ ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นปัจจัยลบกดดันให้ “หุ้นจีน” ปรับตัวลงได้เสมอเหมือนในช่วงที่ผ่านมา


แต่ปรากฎการณ์ DeepSeek Effect” ในครั้งนี้ ดูจะมีนับสำคัญพอสมควร ล่าสุดทาง Goldman Sachs” ปรับเป้าหมายดัชนี MSCI China” ใน 12 เดือนข้างหน้า ขึ้นอีก 16% จากเดิม 75 จุด เป็น 85 จุด


“ไม่เพียงเท่านี้ยังปรับเป้าหมายดัชนี CSI 300’ ขึ้นเป็น 4,700 จุด จาก 4,600 จุด โดยทั้ง 2 ดัชนีได้รับแรงหนุนจาก DeepSeek AI ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของจีน ซึ่งประเมินว่าการใช้ AI อย่างแพร่หลายอาจช่วยหนุนกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจีนให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปีในทศวรรษหน้าอีกด้วย”



ทางด้าน “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรช์ (ประเทศไทย)” ได้ระบุผ่านบทวิเคราะห์ไว้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงอ่อนแอและกำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอลง ด้านนักลงทุนในตลาดหุ้นอาจมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนบริษัทที่ดีมีโอกาสเติบโตในอนาคตสูงภายใต้ราคาซื้อขายที่ยังต่ำในตอนนี้ โดย ณ สิ้นปี 2024 กองทุนในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่มีการลงทุนในตลาดหุ้นจีนเฉลี่ย 30% ของขนาดกองทุน


ด้าน Robin Parbrook” และ “King Fuei Lee” ผู้จัดการ Schroder ISF Asian Total Return ยังคงระวังการลงทุนในจีนทั้งในแง่เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย ภาวะเงินฝืด การขาดดุลการคลังที่มากขึ้น และการมีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมากในประเทศ ซึ่งเชื่อว่ากำลังสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นของตลาดจีนในตอนนี้ แต่ก็เชื่อว่าเป็นโอกาสการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีอย่างเช่น Tencent และ NetEase รวมถึงธุรกิจอาหารอย่าง Meituan และธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเช่น Trip.com ทำให้น้ำหนักการลงทุนในจีนของพวกเขาเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 7% ในเดือนมิถุนายน 2024 เป็น 13% ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังต่ำกว่าน้ำหนักหุ้นจีนในดัชนี Morningstar Asia Pacific ex-Japan TME Index ที่อยู่ที่ 26%


“ด้าน ‘Jonathan Pines’ ผู้บริหาร Federated Hermes Asia ex Japan Equity strategy มีน้ำหนักการลงทุนในจีนเกือบ 40% ของพอร์ตโฟลิโอเนื่องจากราคาซื้อขายตอนนี้ที่นับได้ว่าต่ำมากๆ โดยมีการลงทุนทั้งใน Tencent, Baidu, JD.com, China Oilfield Services, Anhui Conch Cement และ Fuyao Glass เป็นต้น”


สำหรับนักลงทุนระยะยาวและยังไม่มี “หุ้นจีน” ในพอร์ต ก็ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจและสามารถทยอยสะสมเพื่อลงทุนได้เช่นกัน มูลค่ายัง “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับ “หุ้นสหรัฐ” ที่สำคัญยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งรองรับ และเชื่อว่าหาก “รัฐบาลจีน” เรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาและภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก็จะเห็นการกลับมาของนักลงทุนอีกครั้ง แต่คงต้องมองภาพในระยะยาวเป็นหลักเช่นเคย


ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’