ชู “หุ้นอินเดีย” แกร่ง ไม่กระทบภาษี "Trump" ชี้ตลาดปรับฐาน จังหวะ “ซื้อสะสม”... ส่วน “Private Credit” เพิ่มโอกาสผลตอบแทน-ช่วยกระจายความเสี่ยง !!!
Fun of Funds: “หุ้นอินเดีย” หนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีต่อเนื่องมาหลายปี จนกลายเป็นตลาดที่เคย “แพงสุด” ในโลกตลาดหนึ่งเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามด้วยพื้นฐานที่รองรับทั้งเศรษฐกิจที่โตสูง ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าจะโตได้ 6.5% ในปี25 และ 26 กำไรบจ.ที่ยังโตได้ก็ทำให้ตลาดเทรดที่ “Premium” มาตลอด
ในช่วงเดือนก.ย.24 ที่ผ่านมา “หุ้นอินเดีย” มีการปรับฐานย่อตัวลงมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน ทำให้ราคาในปัจจุบัน “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับในอดีต มี Fwd P/E 19.23 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.43 เท่า ในขณะที่คาดว่ากำไรบจ.ในปีนี้ยังโตได้ +16.47% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 28 ก.พ. 25)
ทำให้ “ตลาดหุ้นอินเดีย” กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ปีนี้ตลาดก็ปรับตัวลดลงกว่า -7% แล้ว
อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ก็คือ “Private Credit” หรือ “ตราสารหนี้นอกตลาด” ซึ่งเป็นการลงทุนทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตได้เป็นอย่างดี
ทำไม “หุ้นอินเดีย” และ “Private Credit” จึงน่าสนใจลงทุนในปีนี้ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นอินเดีย” ตลาดปรับฐาน...จังหวะ “ซื้อสะสม”
โดย “พฤกษา เอี่ยมธงทอง” Deputy Head of Equities – Asia Pacific, Asian Equities, abrdn Asia Limited มองว่า “หุ้นอินเดีย” ปรับฐาน จังหวะซื้อสะสม โอกาสเติบโตไปกับเศรษฐกิจแข็งแกร่ง พลังประชากรในประเทศหนุนการบริโภค ด้านนโยบาย ‘Trump 2.0’ ขึ้นภาษีนำเข้าไม่กระทบประเทศ เนื่องจากอินเดียเกินดุลการค้าสหรัฐต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียและการส่งออกส่วนใหญ่มาจากบริการต่างๆ โดยเฉพาะบริการด้านไอทีของอินเดีย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจอินเดียเติบโตค่อนข้างสูง GDP ของอินเดียประมาณ 78-80% เกิดจากการขับเคลื่อนภายในประเทศ โดยการส่งออกคิดเป็นประมาณ 22% เท่านั้น (ที่มา: abrdn)
เศรษฐกิจอินเดียเติบโตแข็งแกร่งในหลายปีที่ผ่านมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งหลังจาก COVID-19 เริ่มเห็นการเติบโตชะลอตัวลงจากภาคการส่งออกที่ซบเซา แต่ยังเติบโตได้ในระดับสูงและคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 8% ในปี2024 และ 7% ในปี2025 โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน(EPS) ในปี2025 เติบโต 16% จากปี 2024 คาดเติบโต 14% (ที่มา: abrdn)

(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)
“สำหรับ ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ ในปีนี้ปรับฐานลงตั้งแต่ช่วงต้นปี มองว่าเกิดจาก Valuation ตลาดหุ้นอินเดียค่อนข้างสูง ประกอบกับ GDP ชะลอตัวลง จากความกังวลความอ่อนแอของการบริโภคในเมืองจากเงินเฟ้อที่สูง แต่มองว่าเป็นเพียงปัญหาชั่วคราว ประกอบกับนักลงทุนขายทำกำไรหลังตลาดปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องช่วงหลายปีที่ผ่านมา มองว่า ‘หุ้นอินเดีย’ ยังน่าสนใจ เนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริโภคนั้นเป็นตัวขับเคลื่อน GDP เป็นหลัก ไม่ใช่การส่งออก และมีนโยบายของรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อธุรกิจช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตต่อไปได้ การปรับฐานเป็นจังหวะให้กองทุนเข้าไปซื้อหุ้นมากขึ้น ถึงแม้หุ้นอินเดียไม่ได้มีราคาถูกเท่าหุ้นจีน แต่ก็มีราคาถูกกว่าในช่วงที่ผ่านมา”
นอกจากนี้ อินเดียยังมี “จุดแข็ง” ด้านการส่งออกธุรกิจไอที ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และธุรกิจบริการ ที่ลูกค้าหลักอยู่ในสหรัฐซึ่งหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจไอทีสหรัฐ ก็อยู่ในจุดอ่อนแอ โดยมองว่าถ้าปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐ ได้นโยบายหลายอย่างของ Trump เข้ามาช่วย จะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของบริษัทสหรัฐได้และจะส่งผลบวกต่อบริษัทอินเดียด้วย
“Private Credit” โอกาสเพิ่มผลตอบแทนกับ “ตราสารหนี้นอกตลาด”
ทางด้าน “กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.ยูโอบี มองว่า นอกจากสินทรัพย์ในตลาดแล้ว สินทรัพย์นอกตลาดก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะ “ตราสารหนี้นอกตลาด” (Private Credit) ในกลุ่ม “Asset-Based Lending” (ABL) หรือดีลการเงินที่มีหลักทรัพย์ค้ำ เป็นกลุ่มสินเชื่อภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นสินทรัพย์ทางการเงินหรือสินทรัพย์ถาวร และเป็นการลงทุนที่นอกเหนือจากการลงทุนแบบอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม ลงทุนครอบคลุมไปทั่วโลกและกระจายไปในสินเชื่อด้านต่างๆ เช่น สินเชื่อผู้บริโภค เช่น สินเชื่อนักเรียนและสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อทางธุรกิจ เช่น การเช่าเครื่องบินและการเงินสำหรับอุตสาหกรรมหนัก และกู้บ้าน เช่น การจำนองที่อยู่อาศัยครอบครัวในสหรัฐ และยุโรป

(กุลฉัตร จันทวิมล)
“ทำให้การลงทุนใน ‘Private Credit’ ในกลุ่ม ABL เป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ ให้ผลตอบแทนที่ดี ที่สำคัญยังมีจุดเด่นที่มีการป้องกันความเสี่ยงด้วยหลักประกัน ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ABL จะช่วยส่งเสริมให้พอร์ตการลงทุนมีความแข็งแกร่งช่วยเพิ่มความหลากหลายให้พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสินทรัพย์ที่มีหลักประกันนั้นมีลักษณะเฉพาะ และมีความสัมพันธ์ที่ต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนผลิตภัณฑ์การเงินในตลาด นอกจากนี้ กระแสเงินสดที่ได้รับจากการลงทุนใน ABL จะเป็นการตัดจำหน่าย (Front-loaded) ซึ่งหมายความว่าเงินต้นจะค่อยๆ จ่ายคืน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อการลงทุนครบกำหนดอีกด้วย”
ใครที่มั่นใจศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีใน “ตลาดหุ้นอินเดีย” เมื่อก่อนอาจจะรู้สึกว่า “แพง” จนทำใจซื้อไม่ไหว วันนี้ตลาดย่อปรับฐานลงมาแล้ว ก็เป็นจังหวะในการลงทุนเพื่อหวังผลในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ส่วนใครที่มองหาโอกาสกระจายลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือกที่แตกต่าง “Private Credit” การลงทุนในตราสารหนี้นอกตลาดก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
