“DeepSeek” จุดชนวน “หุ้นเทคฯ จีน” พุ่งแรง... “ปรับพอร์ต” อย่างไร “ไม่ให้ตกเทรนด์” ?
โดย: บล.บลูเบลล์ (BLUEBELL)
รู้หรือไม่?...ดัชนี “FTSE China Incl A 25% Technology Capped” ซึ่งเป็นดัชนีบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดใหญ่ของจีน ปีนี้ (YTD) ให้ผลตอบแทน +17.48% และย้อนหลัง 1 ปี +39.17% (ที่มา: Google Finance, วันที่ 4 มี.ค. 25)
“DeepSeek” ได้จุดประกายความน่าสนใจให้กับ “หุ้นจีน” อีกครั้ง หลังจากที่พอร์ตการลงทุนใน “หุ้นจีน” ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา น่าจะทำร้ายจิตใจของนักลงทุนไปพอสมควร โดยการมาของ “DeepSeek” ส่งผลให้ “หุ้นเทคฯ และ AI” ของจีนปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี 2025 วันนี้เราจึงอยากมาแชร์มุมมองให้กับทุกท่าน ว่า “ตลาดหุ้นจีน” จะไปในทิศทางไหนต่อหลังจากนี้
“BLUEBELL” จับชีพจร “หุ้นจีน”...พบ 5 “ปัจจัยบวก” หนุนสัญญาณฟื้นตัว
1.“ตลาดหุ้นจีน” ฟื้นแรง สร้างผลตอบแทนเป็นบวกในสองเดือนแรกของปี 2025
“ตลาดหุ้นจีน” ปรับตัวขึ้นสวนทางกับมุมมองของนักวิเคราะห์ทั่วโลกช่วงต้นปี ที่คาดว่า “ตลาดจีน” จะซึมยาวในปีนี้จากการกลับมาของ “Trump” ที่มาพร้อมนโยบายการค้า โดย “ตลาดหุ้นจีน” ได้รับแรงหนุน จากการเปิดตัว AI ของ “DeepSeek” บริษัทสัญชาติจีน ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ใช้ต้นทุนต่ำ ทำให้บริษัทผู้พัฒนา AI ทั่วโลกต้องกลับไปพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนา AI กันใหม่ว่า การพัฒนาโดยใช้แนวทางแบบ DeepSeek “คุ้มค่ากว่า” การพึ่งพาพลังการประมวลผลเพียงอย่างเดียวหรือไม่
“จึงทำให้หุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ของจีน เช่น Alibaba Tencent Baidu ปรับตัวขึ้นแรงยกแผง สวนทางกับบริษัทที่ทำชิพประมวลผล เช่น NVDIA AVGO AMD TSMC ปรับตัวลงแรงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา”
2.“DeepSeek” มีแนวทางการพัฒนา AI ที่ดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการผลิตอยู่
“DeepSeek” กำลังเปลี่ยนแนวคิดด้านการสร้าง AI ครั้งสำคัญ โดยเน้นที่อัลกอริธึมมากกว่าการเพิ่มพลังการประมวลผล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลวิจัยเผยว่ารุ่น “V3” ของ “DeepSeek” ถูกฝึกด้วยชิป NVIDIA H800 กว่า 2,048 ตัว ไม่ใช่ชิปที่ผลิตในจีนเอง ขณะที่ Huawei Ascend 910C ถูกใช้เพียงในช่วงท้ายของการปรับแต่ง DeepSeek AI เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าจีนยังคง “ขาดเทคโนโลยีชิป” ที่สามารถรองรับการฝึก AI ขนาดใหญ่ได้
“ภายใต้ข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จีนยังไม่สามารถเข้าถึงเครื่องพิมพ์วงจร EUV จาก ASML ได้ ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยี DUV ที่มีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำกว่าคู่แข่ง เช่น TSMC ซึ่งสามารถผลิตชิป 7 นาโนเมตรด้วยอัตราผลิตสำเร็จเกิน 90% ขณะที่จีนมีอัตราผลิตสำเร็จเพียง 50% เท่านั้น แม้จีนกำลังลดช่องว่างด้านประสิทธิภาพ AI เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ แต่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจขัดขวางการเติบโตในระยะยาวอยู่”

3.“ภาครัฐฯ จีน” หันมาสนับสนุนการพัฒนาด้าน “AI”
ช่วงกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา “สี จิ้นผิง” ได้จัดประชุมร่วมกับผู้นำตลาดเทคโนโลยีจีน ประกอบด้วย “เหลียง เหวินเฟิง” ผู้ก่อตั้ง DeepSeek รวมถึง CEO บริษัทเทคฯ ชั้นนำอย่าง Alibaba, BYD, Huawei, CATL, Xiaomi, Tencent, Meituan ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญจากทางการจีน ว่าจะสนับสนุน “ภาคเอกชน” ให้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนมากขึ้น หลังมาตรการต่างๆ ของจีนในช่วงที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระส่ำระสายมาหลายปี โดยจีนระบุว่าจะผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชน สะท้อนชัดเจนว่าเป็นกลยุทธ์ที่จีนจะใช้รับมือกับสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในสมรภูมิของ AI
4.“กองทุนเฮดจ์ฟันด์” เริ่มกลับเข้ามามาลงทุนในจีน
จากรายงานของ “Reuters” ระบุว่า “กองทุนเฮดจ์ฟันด์” (Hedge Fund) ระดับโลกเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นจีนอีกครั้งในปีนี้ แม้จะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยข้อมูลจาก “Morgan Stanley” ระบุว่า การถือครองหุ้นจีนของ Hedge Fund กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต
“โดยนักลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ลงทุนใน Hedge Fund ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในจีนเพียง 3% ของพอร์ตโฟลิโอ เมื่อเทียบกับการลงทุน 60% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ก็เริ่มมีแนวโน้มการลงทุนหุ้นจีนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่กำลังเติบโต”
5.ระยะสั้น “หุ้นเทคฯ จีน” ยังมีปัจจัยสนับสนุน แต่ระยะยาวยังคงต้องติดตามต่อ
โดยทั่วไปการลงทุนในระยะสั้น-กลาง “Sentiment” และ “Valuation” จะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเข้าลงทุนของนักลงทุน แต่ในระยะยาว นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับ “พื้นฐานเศรษฐกิจ” และ “นโยบายระหว่างประเทศ” ที่จะส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ
แม้ว่าช่วงนี้หุ้นจีนจะปรับตัวขึ้นมาแรงแล้ว แต่ดัชนี “MSCI China” ยังคงซื้อขายที่ระดับ FW P/E เพียง 11 เท่า ขณะที่ “CSI300” อยู่ที่ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่า “หุ้นโลก” ที่มี FW P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 19 เท่า แสดงให้เห็นว่า “ตลาดหุ้นจีน” ยังค่อนข้างถูกอยู่
“อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติอาจไม่กลับมาลงทุนใน ‘หุ้นจีน’ อย่างต่อเนื่อง ‘ในระยะยาว’ จนกว่านโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐฯ จะมีความแน่นอนมากขึ้น ปัจจุบันสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า และการกดดันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น หากมีการตอบโต้ด้านนโยบายเกี่ยวกับ AI กันไปมา ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศจีนได้เช่นกัน”
ดังนั้นใน “ระยะสั้น” เม็ดเงินน่าจะยังคงไหลเข้า “ตลาดหุ้นจีน” อยู่ เนื่องจาก Valuation ที่ไม่แพง และ Sentiment ที่ยังดี น่าจะหนุนให้หุ้นจีนโดยเฉพาะ “กลุ่มเทคฯ” ปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่ใน “ระยะยาว” ยังต้องติดตามกันต่อ เนื่องจาก AI ยังเป็น “เกมส์ยาว” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
“BLUEBELL” แนะปรับพอร์ตเพิ่ม “หุ้นจีน” 5 – 15%...ใน “Satellite Portfolio” รับโอกาสลงทุน
ภาพ “ตลาดหุ้นจีน” ระยะสั้นในปี 2025 นี้ ยังมีทิศทางที่ “ฟื้นตัว” ต่อเนื่อง ซึ่ง “BLUEBELL” มองเป็นโอกาสลงทุนในระยะสั้น หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของ “หุ้นเทคโนโลยีและ AI” ของ “จีน”
“เราแนะนำว่าควรเพิ่มการลงทุนเข้ามาในส่วน ‘Satellite Portfolio’ เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะสั้น (3-6 เดือน) ในสัดส่วน 5-15% ตามระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน แต่ยังไม่แนะนำเพิ่มเข้ามาในสัดส่วนของ ‘Core Portfolio’ สำหรับลงทุนระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงในระยะยาวจากนโยบายระหว่างประเทศยังคงมีอยู่”
ท่ามกลางภาวะตลาดการลงทุนที่ “ผันผวน” เช่นในปัจจุบัน การมองหาโอกาสลงทุนและมองหาความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสผลตอบแทนและลดความเสี่ยงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ กลยุทธ์การจัดพอร์ตสไตล์ “Core & Satellite Portfolio” สูตรลับเฉพาะของ “BLUEBELL” ที่คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 8 – 12% ต่อปี จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี
“บล.บลูเบลล์” (BLUEBELL) พร้อมให้คำแนะนำในการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเรามุ่งเน้นกลยุทธ์ ที่สร้างเสริมการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นและระยะยาว
ติดต่อ “บล.บลูเบลล์” (BLUEBELL) วันนี้ เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของคุณก้าวทันกระแสและสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สนใจติดต่อบล.บลูเบลล์ โทร. 02-249-2999 www.bluebellgroup.co.th
