เตือนนักลงทุน “High Yield” มีหลักประกัน...ไม่ได้ทำให้ “Credit Risk” เปลี่ยนไป!!!
“การลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainability Investment)” นั้นถือเป็นกระแสหลักของโลกการลงทุนในยุคปัจจุบันที่มองเรื่องของผลตอบแทนควบคู่ไปกับการดูแลโลก ไม่ได้แบ่งแยกส่วนกันแต่ประการใด
แนวโน้มหลักนี้เกิดขึ้นในฝั่งตะวันตกฝั่งประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป ก่อนจะขยายวงกว้างออกไปสู่ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีประเทศใดปฏิเสธได้
และการลงทุนก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ใน “หุ้น” เท่านั้น ในฝั่งของ “ตราสารหนี้” ก็มีการลงทุนที่เน้นความยั่งยืนเช่นเดียวกัน ซึ่งในไทยเองก็มีเกิดขึ้นมาแล้วระยะหนึ่งและมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยมีหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เป็นผู้นำในการออก “ตราสารหนี้แบบยั่งยืน (ESG Bond)” ในไทยในปัจจุบัน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน
“ESG Bond” สัญญาณดี...ครึ่งแรกปี21 ยอดออก 6.1 หมื่นลบ. คิดเป็น 70% ของทั้งปี20
โดย “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า การออก “หุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม สังคมและความยั่งยืน (ESG bond)” ยังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 21 มีมูลค่าการออก ESG bond จากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 61,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าการออกปีที่แล้วทั้งปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี ทั้งนี้มีผู้สนใจจะออกอีกหลายราย เช่น ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), การเคหะแห่งชาติ, บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS), บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) หรือ Toyota เป็นต้น

(อริยา ติรณะประกิจ)
“ปัจจุบันผลตอบแทนของตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) อาจจะไม่ได้แตกต่างกันกับตราสารหนี้ทั่วไปแต่ประการใด แต่ในยุโรปที่เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนในแนวนี้ได้มีการทำการศึกษาพบว่าดอกเบี้ย (Coupon) ของ ESG Bond มีแนวโน้มลดต่ำลง (ผู้ออกมีต้นทุนที่ถูกลง) เทียบกับการไปออกหุ้นกู้ปกติ เป็นผลจากการที่มีกลุ่มนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างได้คงต้องให้ตลาดมีความลึกและมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากกว่านี้เช่นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในยุโรป”
“ESG Bond” ทางเลือกการลงทุน...ได้ทั้ง ‘ผลตอบแทน’ และ ‘การดูแลโลก’
สำหรับ “ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน(ESG Bond)” นั้น เป็นตราสารหนี้ที่ผู้ออกระดมทุนเพื่อนำเงินไปดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่มุ่งพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี ได้แก่
-Green Bond: ตราสารหนี้ที่มุ่งเน้นระดมทุนเพื่อนำไปอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอาใจนักลงทุนรุ่นใหม่
-Social Bond: ตราสารหนี้ที่มุ่งเน้นระดมทุนไปพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น
-Sustainability Bond: ตราสารหนี้ที่มุ่งเน้นระดมทุนไปช่วยเหลือโครงการเกี่ยวกับธรรมชาติและพัฒนาสังคม

“นอกจากนี้ ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ ได้ออกหลักเกณฑ์การออกและเสนอขาย ‘ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB)’ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนรูปแบบใหม่ที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลความสำเร็จของโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือสังคม โดยผู้ออกสามารถนำเงินทุนไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมตามที่ได้กำหนดเป็นเป้าหมายไว้ นับเป็นโอกาสในการระดมทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทที่มีหลายโครงการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมด้วยเช่นกัน”
ตัวอย่างของบริษัทที่ออก “SLB” ในโลก ได้แก่
-บ. Enel Group กำหนดผลิตพลังงานทดแทนได้อย่างน้อย 55% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2021 หากไม่บรรลุตามเป้าหมายจะเพิ่มคูปองสูงขึ้น
-บ. Chanel จะลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกลง 10% และปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดภายใน 5 ปี หากทำไม่สำเร็จจะต้องจ่ายคูปองเพิ่ม
เตือนนักลงทุน “High Yield” มีหลักประกัน...ไม่ได้ทำให้ “ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” เปลี่ยนไป
สำหรับหุ้นกู้ระยะยาวที่ออกในครึ่งแรกปี 2021 นั้น มีสัดส่วนการขายให้ “บุคคลทั่วไป (Public Offering: PO)” เป็นสัดส่วน 33% เพิ่มขึ้นจากทั้งปี20 ที่มีการขาย PO เพียง 28% เท่านั้น ในขณะที่สิ้นไตรมาสที่1/21 นักลงทุนบุคคลมีสัดส่วนการถือครองหุ้นกู้ 35.25% คิดเป็น 1 ใน 3 ของการถือครองหุ้นกู้ทั้งหมด
“อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ผ่านตัวกลางอย่าง ‘กองทุนรวม’ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะใช้เงินไม่มากและยังช่วยในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงได้ด้วย เพราะกองทุนรวมเองจะถือครองตราสารหนี้มีการถือครองตราสารหลายตัวอยู่แล้ว ในขณะที่นักลงทุนทั่วไปถ้าจะกระจายความเสี่ยงทำได้ค่อนข้างยาก”

ในส่วนของหุ้นกู้กลุ่ม “High Yield Bond” ที่ออกในช่วงครึ่งแรกของปี21 นั้น พบว่าเป็น ‘หุ้นกู้มีประกัน’ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็น 86% จากปี2019 ที่ 35% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้ำประกันโดยนิติบุคคลอื่นประมาณ 81%
“อย่างไรก็ตามนักลงทุนพึงตระหนักว่า การที่ High Yield มีประกัน ไม่ได้ทำให้ ‘ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)’ ของตราสารนั้นเปลี่ยนไปแต่ประการใด เพียงแค่บอกว่าหากตราสาร High Yield นั้นเกิด ‘ผิดนัดชำระหนี้ (Default)’ ขึ้นมา ก็จะไปไล่เบี้ยเอาจากหลักประกันต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายอีกพอสมควร นี่เป็นเรื่องที่นักลงทุนพึงเข้าใจก่อนลงทุนด้วยเช่นกัน”
สำหรับ “ESG Bond” และ “หุ้นกู้ระยะยาว” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะในยุคดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้ แต่สิ่งสำคัญ...อย่าลืมทำความเข้าใจตราสารนั้นๆ ทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยสำคัญที่สุด อย่ามองเพียงแค่ “ผลตอบแทน” เพียงด้านเดียวเด็ดขาด
