ชี้ “หุ้นไทย” ระดับ 1,200 จุด “ใกล้จุดต่ำสุด” โอกาสลงทุน “Downside” จำกัด “Upside” เปิด ให้เป้าสิ้นปี 1,530 จุด... ส่วน “หุ้นเอเชีย” น่าสนใจ ถูกกว่า “หุ้นโลก” มากกว่า 30% !!!
Fun of Funds: “หุ้นไทย” สาละวันเตี้ยลง ปีนี้ก็ร่วงลงมาแล้วกว่า -14.15% มาอยู่แถว 1,200 จุด หรือต่ำกว่าอีกครั้ง
ถือว่าเป็นตลาดที่มีผลงาน “แย่สุด” ในโลกปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับก็อาจเป็น “โอกาส” ที่ดีในการลงทุน ในโซนที่ดัชนีอยู่บริเวณ 1,200 จุด หรือต่ำกว่า เพราะ Downside จะกีด ในขณะที่ Upside เปิด ตลาดมองกันตั้งแต่ 1,350 – 1,530 จุด แล้วแต่ค่าย
ส่วนอีกธีมที่น่าสนใจ ก็คือ “หุ้นเอเชีย” ที่ราคาในปัจจุบันต่ำกว่า “หุ้นโลก” กว่า 30% หลังคลาด Underperform หุ้นโลกและหุ้นสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ก็มีโอกาสจะกลับมา Outperform ได้เช่นกัน
อะไรทำให้ “หุ้นไทย” และ “หุ้นเอเชีย” น่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย

“หุ้นไทย” ระดับ 1,200 จุด ใกล้จุดต่ำสุด...“จังหวะลงทุน” ที่ดี
โดย “สาห์รัช ชัฎสุวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ บอกว่า ดัชนีหุ้นไทยที่แกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,200 จุด น่าจะเป็นระดับที่ใกล้ถึง “จุดต่ำสุด” แล้ว โดยพิจารณาจากดัชนีหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปี พบว่าดัชนีมักจะไม่ปรับตัวลงไปมากกว่า 1,200 จุด จะมีเพียงช่วงปี 2013, 2015 และ 2020 ที่ดัชนีหลุดระดับ 1,200 จุดในระยะสั้นๆ และฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ตลาดมีโอกาสฟื้นเพราะหุ้นไทยมีปัจจัยบวกรออยู่ทั้งรัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ นอกจากนี้ มีกระแสข่าวว่า “กระทรวงการคลัง” หารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกนโยบายสนับสนุนตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนซื้อหุ้นคืน การพิจารณาเพิ่มวงเงินกองทุนลดหย่อนภาษี เป็นต้น ขณะที่นโยบายการเงินของไทยก็อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายหลังจากการประชุม “คณะกรรมการนโยบายการเงิน” (กนง.) ครั้งล่าสุดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

(สาห์รัช ชัฎสุวรรณ)
“ในส่วนของราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่น่าสนใจ มีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ 12.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 15.4 เท่า (ณ วันที่ 7 ก.พ. 25) โดยปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 58% ซื้อขายด้วยอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี(P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มอาจมองหาการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และจ่ายปันผลในระดับสูง เป็น ‘จังหวะที่ดี’ ในการลงทุน โดยบริษัทมองเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,530 จุด”
สำหรับธีมหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ หุ้นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานดี มีอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง รวมทั้งบริษัทที่มีโอกาสซื้อหุ้นคืนหากราคาหุ้นปรับลงแรง เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร หุ้นกลุ่มสื่อสาร จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด รวมทั้ง หุ้นกลุ่มที่ราคาอาจปรับขึ้นหากรัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก และเฮลธ์แคร์ เป็นต้น”
“หุ้นเอเชีย” ราคาถูกกว่า “หุ้นโลก” มากกว่า 30%...โอกาสกลับมา “Outperform”
หันมาที่ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่ตลาดมองว่าจะเป็นเป้าหมายเงินลงทุนรอบใหม่ หลังตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะ “หุ้นสหรัฐ” ราคาค่อนข้างตึงตัวแล้วในปัจจุบัน โดย “หุ้นเอเชีย” ปัจจุบันมี Fwd P/E 14.4 เท่า ต่ำกว่า “หุ้นโลก” ที่ 18.31 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 7 มี.ค. 25)
โดย “พฤกษา เอี่ยมธงทอง” Deputy Head of Equities – Asia Pacific, Asian Equities, abrdn Asia Limited บอกว่า นโยบายการค้าของสหรัฐยังเป็นปัจจัยกดดันในภูมิภาค “เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” นี้ โดยเฉพาะ “จีน” หาก “Trump” จะปรับขึ้นภาษีศุลกากรต่อจีนเป็น 60% น่าจะอยู่ในสินค้าที่เป็นเป้าหมายในสงครามการค้าครั้งก่อน ขณะที่สินค้าบางประเภทอาจน้อยกว่า ซึ่งบริษัทในจีนเองก็ยังรอความชัดเจนเพื่อจะได้ปรับซัพพลายเชน ส่วนผลกระทบจาก “Trump 2.0” ยังต้องจับตาดูในไตรมาส 1/25 ว่านโยบายภาษี “Trump” เป็นอย่างไร หลังจากมีความชัดเจนมากขึ้นน่าจะเริ่มเห็นภาพซัพพลายเชนต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง
“ตลาดหุ้นจีน” เริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ตอบรับรัฐบาลจีนมีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนหลายด้าน หากดูเศรษฐกิจจีนปีก่อน ภายในประเทศค่อนข้างอ่อนแอ แต่ภาคการส่งออกของจีนเติบโตแข็งแกร่ง แต่มองในปีนี้และปีต่อไป ภาพอาจกลับด้าน ภาคการส่งออกของจีนอาจได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของ Trump จึงมองว่ารัฐบาลจีนควรให้ความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอย่างเร่งด่วน

(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)
“ตลาดหุ้นเอเชีย คาดว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัวลง ฉุดตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชีย Underperform ดัชนี “S&P500” ของสหรัฐ สำหรับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ในเอเชีย คาดการณ์ EPS เติบโตได้ค่อนข้างดีประมาณ 10-12% ในปีนี้ โดยจีนเติบโต 11-14% ยังไม่รวมผลกระทบจากภาษี ส่วนอินเดียคาดเติบโต 16% เป็นต้น ขณะที่ Valuation ‘หุ้นเอเชีย’ Discount กับตลาดหุ้นโลกเมื่อเทียบกับ MSCI World มากกว่า 30% ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี จึงมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันน่าสนใจเช่นกัน”
หลายตลาดในเอเชียก็ผลตอบแทนดี เช่น “หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นไต้หวัน” โดดเด่นในตลาดเอเชียมากขึ้น จากธีม Information Technology เป็นธีมค่อนข้างแข็งแกร่งในปีที่ผ่านมาและคาดแนวโน้มยังแข็งแกร่งต่อในปีนี้ และอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ตลาดบริโภคใหญ่สามารถรองรับซัพพลายเชนได้ ส่วน “ตลาดหุ้นจีน” มีความสำคัญต่อดัชนีหุ้นในเอเชียน้อยลง เศรษฐกิจยังอยู่ในการฟื้นตัว แต่คาดว่าแรงขายในตลาดหุ้นจีนอาจไม่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมา Downside เริ่มลดลง ปัจจุบันตลาดเอเชียมีความสมดุลมากขึ้นและพึ่งพาจีนน้อยลง
สำหรับใครที่มองหา “ของถูก” Downside จำกัด Upside เปิดพอสมควร “หุ้นไทย” ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อีกตลาดก็คือ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง หลายตลาดกำไรเติบโตดี ในขณะที่ราคาหุ้นไม่แพง ปัจจุบันก็ถูกกว่า “หุ้นโลก” มากกว่า 30% ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาวเช่นกัน เพราะน่าจะเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนรอบใหม่ที่หาที่ไป หลัง “หุ้นสหรัฐ” ราคาเริ่มแพงแล้วในปัจจุบัน
