“กองทุนน้ำมัน” ผงาดทะยานขึ้นตาม ‘ราคาน้ำมัน’…โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ยครึ่งปีแรกพุ่ง 53.40% !!!
“น้ำมันดิบ” สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการใช้ของคนทั่วโลกเป็นอันดันต้นๆ แต่ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้น ได้ฉุดความต้องการดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดตามไปด้วย
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวในปัจจุบันก็ได้เริ่มมีความคลี่คลายมากขึ้น โดยเราได้เริ่มเห็นการฉีดวัคซีนที่ขยายในวงกว้าง ส่งผลให้มีการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ทำให้ประชาชนมีการเดินทางเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมัน
โดยนักลงทุนหลายคนที่เห็นสัญญาณของ “ราคาน้ำมัน” ก็อาจมีความสนใจในสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “กองทุนรวมน้ำมัน” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนเพิ่มเติม
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ขอถือโอกาสนี้นำเสนอมุมมองราคาน้ำมันดิบและความน่าสนใจในการลงทุนผ่านผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“ราคาน้ำมัน” เริ่มฟื้น-รับสัญญาณคลายล็อกดาวน์...ลุ้นอาจกลับไปที่ราคา 80-90 เหรียญ/บาร์เรล
ปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 21) มี “กองทุนน้ำมัน” อยู่ 9 กอง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 53.40%, ย้อนหลัง 1 ปี 79.40%, ย้อนหลัง 3 ปี -7.80% ต่อปี, ย้อนหลัง 5 ปี -0.40% ต่อปี และย้อนหลัง 10 ปี
-9.10% ต่อปี จะเห็นว่าผลตอบแทนของกองทุนน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปีกว่าที่ผ่านมาเป็นสำคัญ
โดย “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ประชาชนมีการเดินทางเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ และยุโรป
ซึ่งในระยะสั้นหากภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว ก็มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นมาสู่ระดับก่อนที่จะเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ระดับราคา 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก เนื่องจากซัพพลายน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่ได้มีซัพพลายใหม่ๆ เข้ามา

(ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์)
“ราคาน้ำมันดิบ” ระยะยาวอาจไม่สดใสนัก...หลังปัจจัยกดดันยังมีให้เห็น-ซัพพลายยังไม่กลับเข้ามา
แต่ภาพรวมในระยะข้างเราประเมินว่าราคาน้ำมันดิบจะได้ปัจจัยกดดันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์ Delta มีความเสี่ยงที่ทำให้หลายๆ ประเทศต้องกลับมา “กึ่งล็อกดาวน์” อีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศสหรัฐฯ และยุโรป ที่จะมีการเปิดเมืองไปก่อนหน้า
“รวมถึงซัพพลายในตลาดที่แนวโน้มยังคงไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสมาชิกใน ‘กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร’ หรือ ‘โอเปกพลัส’ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการลดปริมาณการผลิตทำให้ยังคงต้องลดปริมาณการผลิตต่อไป จึงยังคงไม่เห็นซัพพลายใหม่ๆ เข้าไปยังตลาด”

ส่วนฝั่ง “สหรัฐฯ” และ “ยุโรป” ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ด้วยนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้เริ่มหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทน จึงทำให้จะไม่ได้เห็นการลงทุนเพิ่มเติมหรือการกลับมาทำธุรกิจน้ำมันที่เป็นแบบเดิม ซึ่งผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการน้ำมันในประเทศต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ยืมธนาคารที่สูงขึ้น
“เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เปลี่ยนไป ทำให้ธนาคารได้ประเมินธุรกิจดังกล่าว ค่อนข้างที่มีความเสี่ยงและแนวโน้มในอนาคตอาจจะไม่สดใสเช่นเดิม ซึ่งผู้ประกอบการเองก็ยังสับสนว่า ควรจะต้องทำธุรกิจต่อไปหรือว่าเริ่มธุรกิจใหม่แทน จึงทำให้ซัพพลายจากกลุ่มดังกล่าวหายไปด้วยเช่นกัน”
แนะนักลงทุน “ระยะสั้น” อาจสร้างผลตอบแทนได้...แต่ “ระยะยาว” ต้องหลีกเลี่ยง
จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่สนใจอาจจะหาโอกาสการลงทุนหรือสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นได้ แต่ระยะยาวไม่แนะนำ เนื่องจากเทรนด์ในอนาคตได้เริ่มมีการนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV car) เข้ามาทดแทนขึ้นเรื่อยๆและนโยบายของรัฐบาลทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนทำให้บทบาทและสัดส่วนการใช้น้ำมันจะถูกลดทอนลงหรือถูกทดแทนด้วยพลังงานรูปแบบอื่น
“น้ำมันดิบ แม้ว่าในอดีตจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนทั่วโลกมีความต้องการใช้เป็นอันดันต้นๆ แต่ดูเหมือนในอนาคตก็สามารถถูกทดแทนด้วยพลังงานทางเลือกหรือเทคโนโลยีได้เช่นกัน ฉะนั้นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว พึงตระหนักว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จึงควรศึกษาให้ดีก่อนเข้าลงทุนและมองเป็นสินทรัพย์ทางเลือกเท่านั้น”
