“กองทุนน้ำมัน” ปี24 แชมป์ผันผวนสุด S.D. 30.37%... ส่วน “กองตราสารตลาดเงิน” เสี่ยงต่ำสุด S.D. 0.18% แนะใช้ “Maximum Drawdown” ส่อง “ความเสี่ยง” กองทุนเพิ่มเติม !!!

สาระ Fund วันละนิด: “High Risk, High Expected Return” ตามทฤษฎีควรเป็นเช่นนั้น แต่ในโลกของความเป็นจริงบางครั้งก็อาจแตกต่างกันออกไป


ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มต้นการลงทุนโดยมองเรื่องของ “ผลตอบแทน” เป็นสำคัญ จนละเลยเรื่องของ “ความเสี่ยง” ไป


แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองโดยเริ่มต้นการลงทุนจากการพิจารณาเรื่องของ “ความเสี่ยง” เป็นตัวนำ อาจทำให้ภาพการลงทุนของคุณเปลี่ยนไปก็ได้


บางคนมองโอกาสในการสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี”...


แต่บางคนมองโอกาสในเรื่องการ “จำกัดความเสี่ยง”...


เพราะอยากลงทุนแบบ “สบายใจ” นอนหลับสนิท ไม่ต้องเป็นกังวลนั่นเอง


 ปี2024 ที่ผ่านมานั้น 10 “ประเภทกองทุน” ที่มี “ความเสี่ยง” หรือ “ความผันผวน” มากสุดเป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


ส่อง 10 “ประเภทกองทุน” ที่มี “ความผันผวน” (
S.D.) สูงสุดปี24...พบ “กองทุนน้ำมัน” แชมป์ผันผวนสุด มีค่า S.D. สูงสุด 30.37%

หนึ่งในมาตรวัด “ความเสี่ยง” ของกองทุนรวมก็คือ “ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน” (Standard Deviation: SD) ซึ่งเป็นค่าสถิติที่บอกถึง “ความน่าจะเป็น” (Probability) ของผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ว่าผิดไปจาก ผลตอบแทนที่คาดหวัง” (Expected Return) มากน้อยเพียงใด โดยจะพิจารณาจากทั้งผลตอบแทนที่ “สูงกว่า” และ “ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ย ซึ่งในแง่ของนักลงทุนแล้วอาจมองว่าผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยนั้นไม่ได้เป็นความเสี่ยงเสมอไป


“ถ้าค่า S.D. มีค่า สูง แสดงว่า กองทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราผลตอบแทนมีการกระจายตัวไกลจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังไปมาก โอกาสที่จะเบี่ยงเบนไปจึงมากด้วยเช่นเดียวกัน แต่ถ้า S.D. มีค่า ต่ำ แสดงว่า กองทุนนั้นมีความเสี่ยงต่ำนั่นเอง”



จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุในรายงานว่า ในปี24 พบว่าประเภทกองทุนที่มีค่า S.D. สูงสุด คือ Commodities Energy” ซึ่งเป็นประเภทกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน เป็นต้น โดยมีค่า S.D. อยู่ที่ 30.37% รองลงมา คือ China Equity” และ Global Technology” ตามลำดับ


“โดย 10 อันดับประเภทกองทุนที่มีค่า S.D. สูงสุดล้วนเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั้งหมด และเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในประเทศกลุ่ม ‘Emerging markets’ ถึง 6 ประเภทกองทุน ในขณะที่กลุ่ม กองทุนหุ้นไทย นั้นมีค่า S.D. เฉลี่ยประมาณ 13.5% ในปีที่ผ่านมา นับเป็นระดับที่ยังคงต่ำกว่ากองทุน 10 อันดับแรกนี้”


10 “ประเภทกองทุน” ที่มี “ความผันผวน” (
S.D.) ต่ำสุดปี24...ส่วนใหญ่เป็น “กองตราสารหนี้” – “กองตลาดเงิน” S.D. ต่ำสุด 0.18%

ในทางตรงกันข้าม ประเภทกองทุน 10 อันดับแรกที่มีค่า S.D. “ต่ำที่สุด” ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เกือบทั้งหมด โดยไล่เลียงไปตามอายุเฉลี่ยตราสารหนี้และประเภทตราสารหนี้ โดย “กองตราสารตลาดเงิน” เป็นกองทุนที่มีค่า S.D. ต่ำสุดเพียง 0.18% รองลงมาคือ “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” (Short Term Bond) และ กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว” (Mid/Long Term Bond) ตามลำดับ 



ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในประเภทกองทุน 10 อันดับแรกที่มีค่า S.D. ต่ำสุดนี้ นอกเหนือไปจาก “กองทุนตราสารหนี้” แล้ว ยังมี “กองทุนผสม” ติดอยู่ในอันดับ 6 โดยเป็นกองทุนในกลุ่ม Conservative Allocation ซึ่งจะมีการลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารหนี้และมีสัดส่วนในหุ้นโดยเฉลี่ยไม่เกิน 35% นอกจากนี้ จะเห็นว่ามีกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 3 ประเภทที่ติดอันดับด้วย คือ Global High Yield Bond, Emerging Market Bond และ Global Bond โดยกองทุน Global Bond มีค่าเฉลี่ย S.D. สูงที่สุดใน 3 ประเภทกองทุนนี้


“Maximum Drawdown” อีกหนึ่งเครื่องมือใช้ส่อง “ความเสี่ยง” กองทุน

นอกจากค่า S.D. แล้ว อีกมาตรวัดหนึ่งที่นักลงทุนอาจนำมาใช้วัดความเสี่ยงจากการลงทุนคือ ค่า  Maximum drawdown” หรือ “ระดับการขาดทุนสูงสุดที่เกิดขึ้นจริง” โดยวัดจาก “จุดสูงสุด” ของกองทุนไปยัง “จุดต่ำสุด” ซึ่งนอกจากค่าขาดทุนสูงสุดแล้ว นักลงทุนมักจะพิจารณาควบคู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นตัวจากจุดขาดทุนสูงสุดนั้นสู่จุดเดิมด้วย หรือ Recovering Period”



“ในปี2024 ประเภทกองทุนรวมของไทยที่มี ‘Maximum Drawdown’ สูงสุด 4 อันดับแรก คือ Commodities Energy, Japan Equity, China Equity และ Global Technology ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนเดียวกันกับที่มีค่า S.D. สูงสุด โดยกองทุนที่มีระดับขาดทุนติดลบ 2 อันดับแรก คือ Commodities Energy และ Japan Equity นั้น มี Maximum Drawdown ราว -19% ถึง -20% และระดับผลตอบแทนในปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับจุดเดิมได้”


ในขณะที่กองทุนในกลุ่ม China Equity นั้น มี Maximum Drawdown ราว -16% ในปีที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับตัวติดลบสูงสุดในช่วงต้นเดือนก.ย. หลังจากที่ตลาดมีปัจจัยกดดันอย่างรอบด้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐ ความอ่อนแอของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ต่อมาภาครัฐของจีนได้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือน ทำให้ตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและกลับสู่จุดสูงสุดเดิมของปี โดยใช้เวลาเพียง 17 วัน เท่านั้น


แม้มีคำกล่าวว่า “High Risk, High Expected Return” แต่โลกของความเป็นจริงอาจแตกต่างกันออกไปได้ อย่างกรณี กลุ่ม “Commodities Energy” ซึ่งมีระดับความผันผวนสูงที่สุดนั้น กลับไม่ได้สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดในกลุ่ม และยังมีอีกหลายประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า และมีบางประเภทกองทุนที่ถึงแม้ว่าจะมีความผันผวนสูง แต่ผลตอบแทนยังคงปรับตัวติดลบได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรพิจารณาตัดสินใจลงทุนโดยมองให้ครบถ้วนทั้งมิติของ “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ควบคู่กันไปนั่นเอง


ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us