Official Update :

“บลจ.ยูโอบี” มั่นใจปีนี้โตชนะอุตสาหกรรม รั้ง “ผู้นำ” กลุ่ม “บลจ.ต่างประเทศ”… ชู “หุ้น” ยังโดดเด่นในปีนี้ มองบวก 3 ตลาดหุ้น “ยุโรป-เอเชีย-จีน” ส่วน “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,295 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: สำหรับ “บลจ.ยูโอบี” เป็นบลจ.ต่างประเทศที่นักลงทุนไทยรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปี2024 มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 273,206 ล้านบาท เป็น “อันดับ10” จาก 23 บลจ.


ประกอบด้วย “ธุรกิจกองทุนรวม” 146,593 ล้านบาท, “ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” 83,128 ล้านบาท และ “ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล” 43,485 ล้านบาท (ที่มา: aimc.or.th, ณ วันที่ 31 ธ.ค. 24)


โดยเฉพาะในกลุ่ม “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่มีการเติบโตโดดเด่น มี AUM เพิ่มขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จนขยับมาสู่ “อันดับ6” (จากอันดับ 8) จากทั้งหมด 17 บลจ. อีกด้วย


โดยในปีนี้ ยังตั้งเป้าเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกปี


ทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนในปี2025 ของ “บลจ.ยูโอบี” จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองจาก “ทีมผู้บริหาร” พร้อมๆ กันได้เลย


มั่นใจปี25
AUM โตต่อเนื่องชนะอุตสาหกรรม…พร้อมเป็นพันธมิตรที่ตอบโจทย์ภายใต้แนวคิด “Customers at the Centre”

โดย “วนา พูลผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี บอกถึงทิศทางธุรกิจในปี25 ให้ฟังว่า บลจ.ยูโอบี ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้านการจัดการลงทุน เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ครอบคลุมลูกค้าสถาบัน นิติบุคคลและรายบุคคล ผ่านธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และด้วยเครือข่ายของกลุ่มยูโอบีในภูมิภาค ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการให้บริการการลงทุนที่ครบวงจรมากขึ้น โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบแบบองค์รวม (One-stop advisory services) เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของลูกค้าให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การลงทุน (Customer is Centric) ด้วยจุดแข็งจากความร่วมมือกันภายใต้ UOB Group” ในไทยรวมไปถึงเครือข่ายในภูมิภาคเอเชีย และพันธมิตรการลงทุนระดับสากล การนำเอาปัจจัย ESG เข้ามาใช้จริงในทุกขั้นตอนการลงทุน 



บลจ.ยูโอบี เป็นผู้นำกลุ่ม บลจ.ต่างประเทศ ของไทย ด้วยความเชี่ยวชาญ พร้อมศักยภาพภายใต้เครือข่ายของ ‘กลุ่มยูโอบีในภูมิภาคเอเชีย และพันธมิตรการลงทุนทั่วโลก สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนให้กับ ลูกค้าสถาบัน และ ลูกค้ารายย่อย ปีนี้เราก็คาดว่า AUM จะโตมากกว่าอุตสาหกรรมได้อีกปี”


“ผู้นำ
PVD” พร้อมเสนอ “Solution” ตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณ...พร้อมเสริม “บริการอื่น” เพิ่มประโยชน์ให้สมาชิก

โดย “รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า ปีนี้เราจะรุกทั้ง 2 กลุ่มลูกค้า โดยกลุ่ม “ลูกค้าสถาบัน” จะเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินแบบองค์รวม มุ่งหวังตอบโจทย์ครอบคลุม ที่ไม่ได้จำกัดเพียงแต่การจัดการลงทุนเท่านั้น (Beyond Investment) ซึ่งมองเห็นโอกาสในธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่มากขึ้น ในฐานะที่เราเป็น “ผู้นำ” ก็จะเข้าไปเสนอโซลูชั่นในเรื่องของการวางแผนเกษียณให้เป็น Retirement Solution” ให้กับสมาชิก PVD ไม่ให้ลงทุนกระจุกตัว แต่ควรมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก นอกเหนือจากนี้ก็จะดูเรื่องของ “บริการ” ที่จะมีให้กับสมาชิก PVD ของเราเพิ่มเติม ผ่าน “กลุ่มยูโอบี” ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเรา เช่น การเข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่าตลาด เป็นต้น เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิก PVD ให้มากขึ้นนั่นเอง


รวมถึง “ลูกค้าสถาบัน” กลุ่ม High Net Worth ก็มีโอกาสที่จะนำเสนอโพดักท์ที่ตอบโจทย์ให้ดียิ่งขึ้นจากความเชี่ยวชาญของกลุ่มบลจ.ยูโอบีที่มี และสำหรับกลุ่ม “ลูกค้ารายย่อย” เน้นการนำเสนอการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละภาวะตลาดด้วย


“ด้วยเครือข่าย บลจ.ยูโอบี ใน 9 ประเทศ มีความเชี่ยวชาญการบริหาร Multi Asset จะนำมาเติมเต็มและต่อยอดให้กับลูกค้า ทั้งกองทุนรวมและกลุ่มลูกค้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และลูกค้า High Net Worth ด้วย”


“3 ตลาดหุ้น”: มองบวก “ยุโรป-เอเชีย-จีน”...ส่วน “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,295 จุด

ส่วนมุมมองการลงทุนในปี25 นั้นวรรณจันทร์ อึ้งถาวร” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี บอกว่า เศรษฐกิจโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าจะโตได้ 3% เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับปานกลาง และมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นสภาวะที่ดีสำหรับการลงทุน ปีนี้ “ตลาดหุ้น” ยังน่าสนใจ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขภาคการบริโภคที่ดีของสหรัฐ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมไปถึงเศรษฐกิจของตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เริ่มจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มภูมิภาคเอเชีย โดยคาดว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐจะยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ ด้วยปัจจัยสนับสนุนอัตราการเติบโตของผลกำไรบริษัทและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ “Donald Trump” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักของตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้ คือ นโยบายการขึ้นภาษีการค้าและการตรวจสอบคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของฝั่งประเทศสหรัฐที่มีโอกาสจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอีกครั้งในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก และทำให้ตลาดหุ้นเผชิญกับความผันผวนได้ ทั้งนี้คาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายๆ ประเทศที่เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก จะยังเป็นปัจจัยเสริมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ


“โดยตลาดที่เรามีมุมมองเชิงบวก ได้แก่ หุ้นยุโรป จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัว เงินเฟ้อเริ่มปรับตัวลงต่อเนื่อง ธนาคารกลางยุโรป’ (ECB) ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 6 ครั้งและยังมีแนวโน้มลงต่อได้ ทำให้หุ้นยุโรปดูดีในปีนี้ อีกตลาดคือ หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) หลังตลาดหุ้นพัฒนาแล้วเริ่มแพงจะเห็นเม็ดเงินกระจายไปลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้นและเอเชียก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายนั้น และ หุ้นจีน ที่ Laggard มานาน เศรษฐกิจฟื้นตัวผ่านจุดต่ำสุด DeepSeek สะท้อนความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ทำให้นักลงทุนมองบวกหุ้นจีนมากขึ้น และการที่นักลงทุนลดระดับการ Underweight จีนจะยังสนับสนุนโมเมนตัมของหุ้นจีนในปีนี้ เป็น 3 ตลาดหุ้นที่เรามีมุมมองเชิงบวก”


ส่วน “หุ้นไทย”  ปีนี้มองเป้าดัชนีสิ้นปีที่ 1,295 จุด ที่ EPS 93 บาท และ P/E 13.9 เท่า และมองว่า Downside ไม่น่าจะหลุด 1,000 จุด


แนะ “กระจายลงทุน” ตอบโจทย์การลงทุน

โดย กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปยัง หุ้น และลดน้ำหนักการลงทุนมาสู่ระดับน้อยถึงปานกลางสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ และควรกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์ควบคู่กันไปด้วย  การลงทุนในปี25 นี้ ยังเน้นเรื่องของการ “กระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ไปในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุน โดยใช้ “จุดเด่น” ของบลจ.ยูโอบีในการนำเสนอกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละภาวะตลาดเป็นสำคัญ


สำหรับ กองทุนที่แนะนำให้ตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของผู้ลงทุนที่น่าสนใจ มีดังนี้ 

1.เพื่อบริหารสภาพคล่อง: TCMF และ TCMF-I ระดับความเสี่ยง 1 (เสี่ยงต่ำ) กองทุนกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับการบริหารสภาพคล่องในภาวะที่ตลาดผันผวน


2.เพื่อโอกาสกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง: UGIS และ UGISFX ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) มีวัตถุประสงค์ในการสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว


3.เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (CIO Funds) และรับความผันผวนได้ปานกลาง: UIFT-N ความเสี่ยงกองทุน 5  (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เพื่อโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ (Income) และ UGFT ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน


4.สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว: UESG ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง), UUSA ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 (เสี่ยงสูง) และ UGEAR ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง)


5.โอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับความผันผวนได้มาก: UOBSG ระดับความเสี่ยง 8 (เสี่ยงสูงมาก) เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับราคาทองคำในตลาดโลก



ด้าน อรพรรณ ตัณฑประศาสน์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า เรายังแนะนำให้ลูกค้าจัดพอร์ตเพื่อตอบโจทย์การลงทุนเป็นหลัก โดยโมเดลสำหรับนักลงทุนที่ “รับความเสี่ยงได้ปานกลาง” สามารถลงทุนหุ้น 50%, ตราสารหนี้ 45% และสินทรัพย์ทางเลือก 5% โดยพอร์ตมีผลตอบแทนคาดหวัง 5.2% และความเสี่ยง 7% โดยในปีนี้จะมีการนำเสนอโพรดักท์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย กระจายความเสี่ยงในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบและเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย สะดวกมากขึ้น


ส่วน ธเนศ ฟังมงคล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตัวแทน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า ทุกกองทุนของบลจ.ยูโอบี จะมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด หากผลการดำเนินงานแตกต่างจากดัชนีชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญเป็นระยะเวลาหนึ่ง เราจะพิจารณาเปลี่ยนกองทุนหลักที่ลงทุนทันทีสำหรับกองทุนต่างประเทศ เพื่อดูแลผลประโยชน์ให้นักลงทุน และใช้สำหรับทุกกองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทด้วย โดยยังคง “จุดแข็ง” ของกลุ่มยูโอบีและพันธมิตรในการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดและทันสถานการณ์เพื่ออัปเดตการลงทุนอย่างใกล้ชิด ซึ่งแตกต่างจาก บลจ.อื่นนั่นเอง


ทั้งหมดนี้ คือ ก้าวย่างทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.ยูโอบี” ที่ยังเดินหน้าธุรกิจตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าสถาบันและรายย่อย พร้อมเป็นพันธมิตรที่ตอบโจทย์ภายใต้แนวคิด “Customers at the Centre” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง ส่วนปีนี้ “Asset Allocation” ยังเป็นหัวใจของการลงทุนเพื่อฝ่าช่วงตลาดผันผวนโดยไม่พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีนั่นเองซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’