Official Update :

“หุ้นจีน” ไม่หวั่น “Trade War” มั่นใจนโยบายรัฐ... Top5 “กองหุ้นจีน” เน้นหุ้น “H-Share” โชว์ผลตอบแทน “สุดปัง” เฉลี่ย +18.28% “นักลงทุนสถาบัน” มองบวก คาด “กำไรโตดี-ราคายังไม่แพง” !!!

สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นจีน” ปีนี้กำลังจะกลาบร่างเป็น “มังกรทะยานฟ้า” เต็มตัว เมิน “Trade War” ที่สหรัฐเปิดเกมใส่ไม่หยุดหย่อน


และครั้งนี้เหมือนจะไม่ได้มาเล่นๆ ด้วย หลัง “รัฐบาลจีน” ส่งสัญญาณชัดเจนในการประชุม 2 สภา ตั้งเป้า GDP ปีนี้โต 5% และเพิ่มการขาดดุลงบประมาณเป็น 4% จาก 3% สูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษเลยทีเดียว


โดยจะเน้นกระตุ้นการบริโภคให้เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี25 พร้อมทุ่มเงินลงทุน 1 ล้านล้านหยวน เพื่อสนับสนุน Startup โดยจะโฟกัสด้าน AI/Technology เป็นสำคัญ


สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดหนุน “หุ้นจีน” ปีนี้พุ่งทะยานแรงโดยเฉพาะ 2 ตลาด “H-Share” ปีนี้ +22.05% และ “HSI” +19.67% ตามลำดับ ในขณะที่ “A-Share” ปีนี้ +2.59% ในขณะที่ราคาก็ยัง “ไม่แพง” ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ผ่านมา (ที่มา: Google Finance, วันที่ 26 มี.ค. 25)


หนุนให้กลุ่ม “กองหุ้นจีน” ปีนี้ผลตอบแทนฟื้นเช่นกัน โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +7.93% (กองทุน 85% ผลงานเป็นบวก) (ที่มา: morningstarthailand.com)


สำหรับ “กองหุ้นจีน” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


“กองหุ้นจีน
” ฟื้นต่อเนื่อง ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +7.93%...“MEGA10CHINARMF” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +21.12% ส่วน “SCBCHAP” ดิ่งหนักสุด -4.34%

ภาพของ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ “กองหุ้นจีน” ทั้ง 126 กอง มีผลงานที่ดีขึ้นด้วยเช่นกันโดยปีนี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +7.93% โดยมี 107 กอง คิดเป็น 85% ที่มีผลงานเป็น “บวก” มีเพียงส่วนน้อย 15% เท่านั้น ที่ยัง “ติดลบ” โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +21.12% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -4.34% หรือต่างกันอยู่ 25.46%


สำหรับ 5 “กองหุ้นจีน ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) เป็นหุ้น “H-Share” และ “หุ้นเทคฯ” เป็นสำคัญ ทำผลตอบแทนเฉลี่ย +18.28% ได้แก่

  • “MEGA10CHINARMF” ของบลจ.ทาลิส 21.12%

  • “SCBCEHE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ 18.23%

  • “TISCOCH” ของบลจ.ทิสโก้ 18.18%

  • “KF-CHINA” ของบลจ.กรุงศรี 17.59%

  • “KT-CHINA RMF” ของบลจ.กรุงไทย 16.26%



ส่วน 5 “กองหุ้นจีน ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ ส่วนใหญ่เน้นลงหุ้น “A-Share” เป็นสำคัญ ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -2.85% ประกอบด้วย
  • SCBCHAP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -4.34%

  • “DAOL-TAIWANEQ” ของบลจ.ดาโอ -3.33%

  • “TISCOCHA-A” ของบลจ.ทิสโก้ -2.89%

  • “KFCSI300-A” ของบลจ.กรุงศรี -2.06%

  • “K-CHX” ของบลจ.กสิกรไทย -1.62%


H-Share” ฟื้นแรง ปีนี้ +22.05% ส่วน “A-Share” +2.59%...ด้าน “นักลงทุนสถาบัน” ปรับมุมมองเชิงบวกต่อเนื่อง

แม้ว่าการปรับตัวขึ้นของ “หุ้นจีน” ในครั้งนี้ จะยั่งยืนหรือไม่นั้น ยังเป็นคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาม แต่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกปรับเปลี่ยนมุมมอง “หุ้นจีน” สู่เชิงบวกกันมากขึ้น และมองว่าเศรษฐกิจจีนได้ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้วและนั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นก็อาจจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้วเช่นเดียวกัน


ก่อนหน้านี้ทาง Goldman Sachs” ปรับเป้าหมายดัชนี MSCI China” ใน 12 เดือนข้างหน้า ขึ้นอีก 16% จากเดิม 75 จุด เป็น 85 จุด และปรับเป้าหมายดัชนี CSI 300” ขึ้นเป็น 4,700 จุด จาก 4,600 จุด โดยทั้ง 2 ดัชนีได้รับแรงหนุนจาก DeepSeek AI ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของจีน ซึ่งประเมินว่าการใช้ AI อย่างแพร่หลายอาจช่วยหนุนกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจีนให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปีในทศวรรษหน้าอีกด้วย



ล่าสุดทาง Morgan Stanley” เองก็ปรับมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนเป็นครั้งที่2 ในรอบเดือน หลังประเมินแนวโน้มกำไรดีกว่าประมาณการเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส และมูลค่าเริ่มเข้าสู่จุดกลับตัว และมองว่าหุ้นจีนควรจะประเมินมูลค่าให้ใกล้เคียงกับดัชนี MSCI Emerging Market ซึ่งจะช่วยลดส่วนต่างของระดับราคาที่มีมาอย่างยาวนานลงด้วย



เช่นเดียวกันกับ “บลจ.ยูโอบี” ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อ “หุ้นจีน” เช่นเดียวกัน โดยนักลงทุนในตลาดมองบวกกับ “ตลาดหุ้นจีน” มากขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภาษีการค้าทาให้หุ้นจีนโดยเฉพาะกลุ่ม Large-Caps Growth ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวก (Multiple Expansion) และการที่นักลงทุนลดระดับการUnderweight จีนสนับสนุนโมเมนตัมหุ้นจีนให้ฟื้นตัวต่อเนื่องได้


สำหรับนักลงทุนระยะยาวและยังไม่มี “หุ้นจีน” ในพอร์ต ก็ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ และสามารถทยอยสะสมเพื่อลงทุนมาไว้ในพอร์ตได้ มูลค่าก็ยัง “ไม่แพง” ซึ่งสามารถลงทุนได้ทั้ง “A-Share” และ “H-Share” มีติดพอร์ตไว้บ้างแล้วแต่ความชอบและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเป็นสำคัญ แต่คงต้องมองภาพในระยะยาวเป็นหลักเช่นเคย


ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’