“KTAM” ปีนี้พร้อมสยายปีกบินสู่เป้าหมาย AUM “1 ล้านล้านบาท”… ชี้ “ดอกเบี้ยขาลง” หนุนการลงทุนทั้ง “หุ้น-ตราสารหนี้” มั่นใจ “หุ้นไทย” Downside จำกัด ให้เป้าสิ้นปี 1,450 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: สำหรับ “บลจ.กรุงไทย” ถือเป็นหนึ่งใน Big3” ของอุตสาหกรรมกองทุนไทย สิ้นปี2024 มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 951,829.56 ล้านบาท ใหญ่เป็น “อันดับ3” ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 9.92% จากทั้งหมด 27 บลจ. (ที่มา: sec, aimc, วันที่ 31 ธ.ค. 24)


ประกอบด้วย “ธุรกิจกองทุนรวม” 726,531.80 ล้านบาท, “ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล” 53,353.41 ล้านบาท และ “ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อีก 171,944.35 ล้านบาท


ในปี2025 นี้ ตั้งเป้าหมายจะเลื่อนชั้นสู่ “บลจ.ล้านล้านบาท” ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญและน่าจับตาเลยทีเดียว


แผนธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กรุงไทย” ในปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตจาก “ทีมผู้บริหาร” พร้อมๆ กันได้เลย


KTAM” ตั้งเป้าปี25 เติบโตต่อเนื่อง...มุ่งสู่เป้าหมาย AUM “1 ล้านล้านบาท”

แม้เศรษฐกิจไทยในปี24 จะโตไม่มาก และตลาดหุ้นไทยก็ไม่สดใสเท่าไรนัก แต่ “บลจ.กรุงไทย” ยังคงสามารถเติบโตได้สงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมที่โตประมาณ 10%


โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) บอกว่า ในปี24 บริษัทมีการเติบโตที่โดดเด่น มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 9.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากสิ้นปีก่อน และใหญ่เป็น “อันดับ3” ของอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้ยังคงตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมี AUM แตะระดับ “1 ล้านล้านบาท” ได้เช่นกัน หากสภาพตลาดหุ้นไทยกลับมาดีอีกครั้ง



“เป้าหมายที่ตั้งไว้มีโอกาสเช่นกัน เพราะในธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเองก็มีโอกาสเติบโตอยู่ ที่สำคัญหลายๆ มาตรการของภาครัฐในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดทุน ก็น่าจะเริ่มเห็นผลได้ในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งหากตลาดหุ้นไทยกลับมาดี เชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในปีนี้เช่นกัน”


“ตลาดหุ้นผันผวน” แนะปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับตลาดที่เปลี่ยนไป...พร้อมสร้างสมดุล “ตราสารหนี้” ระยะสั้น-ยาว

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกในปี25 เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนที่มากขึ้น


โดย “วีระ วุฒิคงศิริกูล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย มองว่า ตลาดหุ้นยังคงผันผวน ความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้นจากนโยบายของ Donald Trump” แต่ในวิกฤติก็มีโอกาสเช่นกัน ตลาดที่ลงหนักก็มีโอกาสดีดกลับได้ ส่วนตลาดที่ขึ้นไปสูงแล้วก็อาจจะเจอ Take Profit อย่างไรก็ตามในระยะยาวการลงทุนใน “หุ้น” ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีเพียงแต่นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนให้กับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป มีการเคลื่อนไหวเป็นช่วงๆ ไม่ใช่ตลาดที่วิ่งขาเดียวทั้งขาขึ้นและขาลง ต้องมีการ Take Profit เป็นรอบ แต่ละรอบไม่สั้นมากอาจจะ 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นไป



“อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเป็นขาลง ยกเว้นญี่ปุ่นที่จะต่างจากประเทศอื่นเป็นขาขึ้น สำหรับสหรัฐเราคาดว่า ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ (Fed) จะลดดอกเบี้ยปีนี้ 2 ครั้ง ส่วนไทยเองน่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ทำให้ตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศยังคงน่าสนใจ ที่สำคัญ คือ การ สร้างสมดุลระหว่างตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว โดยตราสารหนี้ระยะสั้นช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ในขณะที่ตราสารหนี้ระยะยาวช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลง”


Overweight “ตราสารหนี้ตปท.” – “Neutral” หุ้น...พร้อม ชู 4 กลยุทธ์ รับมือ “ตลาดผันผวน”

เช่นเดียวกับ ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย ที่บอกว่า จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ปีนี้เรา “เพิ่มน้ำหนัก” (OW) ตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะดอกเบี้ยลง เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนยังสูง และให้ “น้ำหนักเป็นกลาง” (Neutral) ในหุ้น โดยเฉพาะหลังการประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลจากนโยบายสู่เศรษฐกิจในที่สุด จึงให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะโตได้ 2.8% และจากเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับต่ำทำให้แบงก์ชาติน่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง



ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหันมาใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนในเชิงนโยบายของสหรัฐ เราแนะนำ 4 กลยุทธ์รับมือ ประกอบด้วย


1) ลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) ในช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้มักจะผันผวนไปในทิศทางเดียวกัน การถือเงินสดจึงเป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงของพอร์ต แต่เมื่อผ่านพ้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นไป สินทรัพย์หลักสองประเภทนี้จะผันผวนไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน ทำให้พอร์ตที่มีกระจายความเสี่ยงที่ดีจะช่วยลดความผันผวนได้อยู่แล้ว ความจำเป็นการถือเงินสดจึงลดลง


2) มองหาการป้องกันความเสี่ยง (Seek Hedging) ตลาดการลงทุนอาจมีความผันผวนมากขึ้น ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตจึงมีความจำเป็น โดยการป้องกันความเสี่ยงสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการกระจายความเสี่ยง การลดการกระจุกตัวในการลงทุน การลงทุนบางส่วนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ หรือการถือสินทรัพย์ปลอดภัย


3) นโยบายใหม่ โอกาสใหม่ (New Policies, New Opportunities) การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในหลายประเทศ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายเกิดขึ้น ซึ่งเปิดให้มีโอกาสลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรผลประโยชน์เศรษฐกิจโลกใหม่ การลดกฎระเบียบในการควบคุมดูแลธุรกิจซึ่งอาจจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐในกลุ่มประเทศที่รัดเข็มขัด และ


4) มุ่งการเติบโตระยะยาว (Long-term Growth Oriented) กระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกในมิติต่างๆ ทำให้เกิดแรงผลักดันสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ มิติสุขภาพ ก็ยังมีความสำคัญในสังคมที่มีความสูงวัยขึ้นต่อเนื่อง


“หุ้นไทย” ใกล้จุดต่ำสุด
Downside จำกัด มองเป้าดัชนีปีนี้ 1,450 จุด...สัญญาณบวก “ต่างชาติ” มองดีขึ้น

ส่วนมุมมองการลงทุนในหุ้นไทยนั้น “ยืนยงค์ เทพจำนงค์” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานจัดการลงทุน งานลงทุนในตราสารทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า “หุ้นไทย” ไม่ดีต่อเนื่องมา 3 ปี แต่ปีนี้ต่างออกไป ใกล้ “จุดต่ำสุด” และตลาดน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้จากฐานที่ต่ำในปีก่อน อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยทำให้หุ้นหลายตัวมีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก จึงถือเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี คาดว่าการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มดีขึ้น


โดยคาดว่ากำไรบจ.จะโต 15% หลังจากที่หดตัวไปที่ประมาณ -6% ในปีก่อนหน้า ที่กำไรบจ. ประมาณ 90 บาท P/E 16.6 เท่า หุ้นไทยปีนี้น่าจะไปอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด และแนวรับ 1,100 จุด น่าจะรับอยู่ โดย “หุ้นที่มีปันผลสูง” ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน



“อีกปัจจัยที่ทำให้มุมมองตลาดหุ้นไทยดูดีขึ้น คือ การที่ต่างชาติมีการปรับมุมมองเชิงบวกในหุ้นไทย จากก่อนหน้านี้ไม่เคยมี หลังที่ราคาลงมาใกล้ช่วงวิกฤติ COVID-19 แล้ว เราเห็น UBS ออกมา Overweight หุ้นไทยจากที่เคย Underweight หรือ JPMorgan ที่แนะนำ Tactical Buy ในระยะสั้น แม้จะยัง Underweight อยู่ก็ตาม ถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน เชื่อว่าหลายๆ มาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นผลและทำให้ต่างชาติหันกลับมามองไทยมากขึ้น”


แนะ 3 ธีมเด่น “หุ้นโลก-หุ้นสุขภาพ-หุ้นจีน”...สร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวน

ปิดท้ายกันด้วย พีรพงศ์ กิจจาการ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงไทย ที่ยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายแต่ก็มีโอกาสในการลงทุนรออยู่เช่นกัน ท่ามกลางปัจจัยลบที่ยังรุมเร้าทั้งจากนโยบายการเงิน, นโยบายการคลัง และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ในปีนี้ เราแนะนำ 3 ธีมการลงทุน ได้แก่ 1) ตั้งรับความผันผวน กับการลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีปัจจัยพื้นฐานที่มีความผันผวนต่ำ และมีความเสี่ยงในการปรับตัวลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในระดับที่ต่ำ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว แนะนำกองทุน KT-WEQ



2) มองหาการเติบโตในระยะยาว
สังคมผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องเผชิญในระยะยาว ธีม Healthcare เป็นความจำเป็นพื้นฐานของทุกสังคม หนุนให้ธีมนี้มีการเติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีทั้งส่วนที่เป็นหุ้นเติบโต (Growth) ในธุรกิจ Biotech, MedicalTech ที่รักษาและวินัจฉัยโรคอย่างเฉพาะเจาะจง รวมทั้งยังมีหุ้น Defensive แบบดั้งเดิม เมื่อผสมผสมานกันแล้วจึงเป็นพอร์ตที่สมดุลและลงตัว แนะนำกองทุน KT-Healthcare


และ 3) มองหาทางเลือกท่ามกลางความผันผวน “หุ้นจีน” มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี รู้หรือไม่? ตั้งแต่ธ.ค.23 - ปัจจุบัน หุ้น Mag7” กับ Terrific 10” ให้ผลตอบแทนเท่ากันแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ภาครัฐได้คุมเข้มหุ้นเทคฯ จีน ตอนนี้ก็เริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบในการควบคุมลง ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” การเติบโตของหุ้นเทคฯ จีนครั้งใหม่ ที่สำคัญความสามารถของบริษัทเทคฯ จีนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหุ้นเทคฯ สหรัฐแต่ประการใด การเปิดโอกาสลงทุนในหุ้นจีนทั่วโลกทั้ง A-Share, H-Share, Hongkong หรือ US จึงเป็นโอกาสที่ดี แนะนำกองทุน KT-CHINA


ทั้งหมดนี้ คือ ก้าวย่างที่สำคัญสู่ “บลจ.ล้านล้านบาท” และมุมมองการลงทุนในปี25 ท่ามกลางความผันผวนที่มากขึ้น แต่ก็มีโอกาสการลงทุนแฝงอยู่เสมอ ทั้ง “ตราสารหนี้” หรือ “หุ้น” ก็ตาม ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงอยู่ เพียงแต่ต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมและเลือกลงทุนในธีมที่ถูกต้องเท่านั้นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us