Official Update :

“หุ้นจีน” โอกาสท่ามกลางวิกฤติ “Trade War”… ระยะสั้น ยัง “ผันผวน” แต่เป็นโอกาสลงทุนระยะยาว “ของดี-ราคาถูก-กำไรโตดี” !!!

ลายแทงกองทุน: นโยบายกำแพงภาษีใหม่ของ Donald Trump” ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ “จีน” โดยตรงก็คงไม่ผิดนัก ล่าสุดได้เพิ่มภาษีนำเข้าจีนขึ้นอีกเป็น 145% ในขณะที่ชะลอการใช้ภาษีใหม่ชั่วคราวกับประเทศที่ไม่ตอบโต้ 75 ประเทศไปอีก 90 วัน


“จีน” ก็ไม่ยอมโต้กลับด้วยการขึ้นภาษี “สหรัฐ” ขึ้นเป็น 125% และได้พิจารณาจำกัดภาพยนต์สหรัฐที่จะเข้าใช้ในจีนเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งพัฒนาการในเรื่องนี้ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป


ซึ่งเป้าหมายของ “รัฐบาลจีน” ที่จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โต 5% นั้น ดูจะไม่ง่ายในภาวะเช่นนี้ นักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกคาดว่าผลกระทบจากกำแพงภาษีนี้จะบั่นทอนเศรษฐกิจจีนปีนี้ให้ลดลงไม่มากก็น้อย


แต่ในภาพรวมของ “ตลาดหุ้นจีน” เองปีนี้กลับยังดูไม่แย่เท่าไรนัก “หุ้น A-Share” -2.23% (1 ปี +6.57%), หุ้น H-Share” +8.15% (1 ปี +27.45%) และ “หุ้นฮ่องกง” (HIS) +5.39% (1 ปี +20.67) (ที่มา: Google Finance, ข้อมูล ณ วันที่ 10 เม.ย. 25)


และยังเป็นตลาดหนึ่งที่ “ถูก” ตลาดหนึ่งในโลก “หุ้น A-Share” มี Forward P/E 12 เดือน 12.89 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 12.88 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ปีนี้ยังโตสูง +17.28% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 4 เม.ย. 25)


แม้ในระยะสั้นตลาดอาจยังคงผันผวน แต่มุมมองในระยะกลาง-ยาวใน “ตลาดหุ้นจีน” ยังคงเป็นไปในเชิงบวก และเชื่อว่าตลาดน่าจะผ่าน “จุดต่ำสุด” มาแล้วด้วย นี่จึงเป็น “โอกาส” ในท่ามกลาง “วิกฤติ” ที่กำลังเกิดขึ้น


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นจีน” ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นจีน"…โอกาสท่ามกลางวิกฤติ ฝ่ามรสุม "
Trade War"

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Active Fund ทั้งหมด ที่มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป โดยเป็น Feeder Fund” 2 กอง, “Fund of Funds” 1 กอง และ “ลงทุนเอง+กองทุน” อีก 1 กอง ประกอบด้วย


- ES-COF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง China Opportunity” ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” อย่างน้อย 2ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินในหุ้นของบริษัทที่มีภูมิลำเนาหรือมีธุรกิจหลักอยู่ในประเทศจีน ผ่านกองทุนหลัก ‘UBS (Lux) Equity Fund - China Opportunity (USD) Class I-A1-acc’ ที่บริหารจัดการโดย UBS Asset Management (Hong Kong)


โดยหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 มี.ค. 25) ลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ได้แก่ 1) Communication Services 22.90%%, 2) Consumer Discretionary 20.62%, 3) Financial Services 16.88%, 4) Consumer Staples 15.49% และ 5) Real estate 8.94%



- ถัดมาเป็น ONE-ALLCHINA-RA: กองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปของบลจ.วรรณ เป็นกองทุนในกลุ่ม Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หน่วยลงทุน” ของกองทุน/ETF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน หรือที่ผู้ออกตราสารมีธุรกิจหลักในประเทศจีน ผ่านกองทุนตั้งแต่ 2 กอง ขึ้นไป


โดย 3 กองทุนที่ลงทุนมากสุด (ณ 28 ก.พ. 25) ได้แก่ 1) UBS EQ-ALL CHINA USD-IA1 ACC 23.27%, 2) SISF ALL CHINA EQUITY-C USD 22.57% และ 3) CHINAAMC CSI 300 IDX ETF-HKD 16.20%


มาต่อกันด้วย ASP-EVOCHINA: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อีโวลูชั่น ไชน่า อิควิตี้ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ครอบคลุม A-Share, H-Share และ ADR โดยจะลงทุนผ่านกองทุน ‘T. Rowe Price China Evolution Equity Fund’ ที่บริหารจัดการโดย T.Rowe Price ประมาณ 0 – 60% และ “ลงทุนโดยตรง” ประมาณ – 40%


โดย 4 อุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด (ณ 28 ก.พ. 25) ได้แก่ 1) CONSUMER DISCRETIONARY 38.01%, 2) Information & Communication Technology 8.90%, 3) INFORMATION TECHNOLOGY 3.57% และ 4) Finance & Securities 2.05%



-  ปิดท้ายกันด้วย DAOL-CHIG: กองทุนเปิด ดาโอ ไชน่า โกรทของบลจ.ดาโอ เป็นกองทุนในกลุ่ม Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดขนาดเล็ก ในประเทศจีนหรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน เขตปกครอง และเขตอื่นๆ เช่น ฮ่องกง และไต้หวัน ผ่านกองทุนหลัก Matthews Asia Funds – China Discovery Fund’ ที่บริหารจัดการโดย Matthews International Capital Management, LLC      


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ได้แก่ 1) Consumer Discretionary 21.4%, 2) Industrials 19.5%, 3) Information Technology 15.2%, 4) Real Estate 12.5% และ 5) Consumer Staples 8.5% ตามลำดับ


“ตลาดหุ้นจีน” เป็นหนึ่งในตลาดที่ “ถูก” ของโลก แต่ยังคงเผชิญความท้าทายกับ “Trade War” ที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะผ่าน “จุดต่ำสุด” มาแล้วก็ตาม และตลาดก็มีมุมมอง “เชิงบวก” กับตลาดหุ้นจีนในระยะกลาง-ยาวด้วย แต่ในระยะสั้นยังอาจเผชิญกับความผันผวนต่อเนื่อง จึงถือเป็น “โอกาส” ในท่ามกลาง “วิกฤติ” สำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’