“หุ้นสหรัฐ” ดำดิ่งเซ่นพิษ “ภาษี Trump” ธีม “Blockchain-Semiconductor” สาหัสสุด... ติด “Bottom5” กองหุ้นเทคฯ ปีนี้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ยสูง -33.33% ชี้ปีนี้ “S&P500” เสี่ยงผลตอบแทนติดลบ !!!
สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นสหรัฐ” กำลังปักหัวลงหลัง “Donald Trump” ปลดแอกสหรัฐในวัน “Liberation Day” ในวันที่ 2 เม.ย. 25 ที่ผ่านมา ปีนี้ดัชนี “S&P500” ร่วงแล้ว -10.23% เช่นเดียวกับ “Nasdaq” ก็ดิ่งไป -15.01% (ณ วันที่ 11 เม.ย. 25)
และยังมีทีท่าว่าความเสี่ยงในขาลงยังไม่หมด มีโอกาสที่จะร่วงลงได้อีก เพราะการเปิด “สงครามภาษี” กับ “จีน” อาจจะไม่ส่งผลดีกับใคร ล่าสุด “จีน” ก็ขึ้นภาษี “สหรัฐ” ขึ้นเป็น 125% ตอบโต้กลับมาเช่นกัน
“หุ้นสหรัฐ” ที่เคยแพงในอดีต ปัจจุบันก็กลับมาเทรดที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี เรียบร้อยแล้ว หลังจากตลาดปรับตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
และทำให้กลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” และ “กองหุ้นเทคโนโลยี” แดงเดือดไปทั้งกระดานอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย 5 กองทุนที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -25.41% และ -33.33% ตามลำดับ
สำหรับ 5 “กองหุ้นสหรัฐ” และ 5 “กองหุ้นเทคฯ” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
5 “กองหุ้นเทคฯ” ผลงาน “ร่วงสุด” ปีนี้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -33.33%...“ASP-DIGIBLOC-SSF” ดิ่งหนักสุด -43.82%
สำหรับ “หุ้นเทคโนโลยี” เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จาก “สงครามการค้า” (Trade War) ในครั้งนี้ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม “Blockchain” และ “Semiconductor” ที่เป็นกลุ่มที่ดิ่งลงมากที่สุดในธีมหุ้นเทคโนโลยี
สำหรับ 5 “กองหุ้นเทค” ที่มีผลงาน “ดิ่งสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -33.33% ได้แก่
1) “ASP-DIGIBLOC-SSF” ของบลจ.แอสเซท พลัส -43.82%
2) “KT-BLOCKCHAIN-A” ของบลจ.กรุงไทย -31.90%
3) “DAOL-EVOSEMI” ของบลจ.ดาโอ -31.68%
4) “ASP-AIEQ” ของบลจ.แอสเซท พลัส -29.82%
5) “LHGBLOCK-DSSF” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ -29.41%

5 “กองหุ้นสหรัฐ” ผลงาน “ร่วงสุด” ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -25.41%...“ES-GINNO-A” ดิ่งหนักสุด -27.04%
ส่วน 5 “กองหุ้นสหรัฐ” ที่มีผลงาน “ดิ่งสุด” ปีนี้ ส่วนใหญ่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) ในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -25.14% ประกอบด้วย
-
“ES-GINNO-A” ของบลจ.อีสท์สปริง -27.04%
-
“SCBINNO(A)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -26.90%
-
“ASP-MAG7-AI” ของบลจ.แอสเซท พลัส -25.43%
-
“KFINNO-A” ของบลจ.กรุงศรี -25.25%
-
“SCBRS2000(P)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -21.08%
“หุ้นสหรัฐ” กลับมาเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีแล้ว...ส่วนตลาดหวั่นพิษ “Trade War” หั่นเป้าดัชนี “S&P500” ลง
การปรับตัวลงแรงของ “หุ้นสหรัฐ” หลัง “Donald Trump” ประกาศกำแพงภาษีใหม่กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกสูงกว่าคาดหมายนั้น ทำให้ตลาดที่เคยแพงในอดีต กลับมาเทรดที่ “ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ย 10 ปี ไปเรียบร้อยแล้ว มองในมุมกลับก็เป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนที่ยังสนใจจะกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปในตลาดหุ้นสหรัฐเช่นเดียวกัน
โดยดัชนี “S&P500” มี Forward 12M P/E ที่ 18.92 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 19.12 เท่า ในขณะที่ดัชนี “Russell2000” มี Forward 12M P/E 23.16 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 27.51 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 4 เม.ย. 25)

อย่างไรก็ตาม ตลาดก็กังวลว่ามาตรการภาษีของสหรัฐดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงจะเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) มากขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ล่าสุดการชะลอการบังคับใช้กับ 75 ประเทศออกไปอีก 90 วัน จะทำให้ความกังวลนี้ลดลงบ้างก็ตาม แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นั่นเอง
ส่วนมุมมอง “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ดูจะมีความเสี่ยงในขาลงในระยะสั้นอยู่ โดยนักลงทุนสถาบันหลายแห่งออกมาหั่นเป้าหมายดัชนี “S&P500” ปีนี้ลงไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น “Bank of America” ให้ 5,600 จุด, “JPMorgan” 5,200 จุด และ “Goldman Sachs” 5,700 จุด ซึ่งจะทำให้ภาพรวมปีนี้ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทน “ติดลบ” เป็นครั้งแรกหลังจากบวกต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
ด้าน “Morningstar” เองมองว่า “หุ้นสหรัฐ” ยังลงทุนได้แต่ควรเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ราคายังถูกและมีศักยภาพที่ดี เช่น กลุ่ม “หุ้นคุณค่า” (Value) และ “หุ้นขนาดเล็ก” (Mid-cap) เป็นสำคัญ
“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ถือเป็นตลาดหลักของโลก มีน้ำหนักใน “ตลาดหุ้นโลก” กว่า 50% ซึ่งการจะแบ่งเงินกระจายการลงทุนบางส่วนไปใน “หุ้นสหรัฐ” ก็ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสการลงทุนในตลาดหลักของโลก แต่คงต้องมองภาพในระยะยาวเป็นสำคัญ ตลาดมองว่า “หุ้นสหรัฐ” เองยังมีพื้นฐานที่ดี แต่คงไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงเช่นในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาแล้วเท่านั้นเอง
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
