“Morningstar” ให้น้ำหนัก “หุ้นสหรัฐ” เท่าตลาด... แนะเลี่ยงหุ้น “Growth” เพิ่มน้ำหนักหุ้น “Value & Core” ตอบโจทย์ !!!
Fun of Funds: “หุ้นสหรัฐ” ปีนี้เปิดตัวไม่ดีเป็นปีแรก หลัง “หุ้นกลุ่มเทคฯ” ปรับตัวลงฉุดตลาดร่วงแรงในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เรียกว่า “เกือบหลับ...แต่ก็กลับมาได้” หลัง “Donald Trump” ประกาศเลื่อนบังคับใช้การขึ้นภาษีใหม่ไปอีก 90 วัน
ทำให้ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ปรับตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง และปีนี้ตลาดเหลือติดลบเพียง -3.49% ถึง -7.02% เท่านั้น !!!
โดย “หุ้นสหรัฐ” ราคาอาจจะยังตึงตัวอยู่บ้างก็ตาม โดยดัชนี “S&P500” เทรดที่ Forward 12M P/E ที่ 21.60 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 19.14 เท่า แต่คาดการณ์กำไรยังโตได้ +12.53% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 2 พ.ค. 25)
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบาย “Trump” และผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคต “หุ้นสหรัฐ” ปัจจุบันยังลงทุนได้หรือไม่? หรือควรหนีไปก่อน?
ทาง “Morningstar” มีคำตอบของคำถามเหล่านี้ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“Morningstar” ให้น้ำหนัก “หุ้นสหรัฐ” เท่าตลาด...แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้น “Value & Core” ลดน้ำหนักหุ้น “Growth”
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านรายงานว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐ” (ณ วันที่ 30 เม.ย. 25) ซื้อขายอยู่ที่ส่วนลด 8% จากมูลค่ายุติธรรม ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงสิ้นเดือนมี.ค. ด้วยมูลค่าตลาดที่ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมในระดับที่เหมาะสม แนะนำให้นักลงทุนระยะยาวยังคงถือครองหุ้นในระดับให้น้ำหนัก “เท่ากับตลาด” โดยรวม แต่ด้วยเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) มีแนวโน้มที่จะยังคงไม่ปรับดอกเบี้ยในช่วงนี้ และการเจรจาการค้ากับความเสี่ยงจากภาษีที่อาจเกิดขึ้น เชื่อว่า “การจัดพอร์ต” จะมีความสำคัญอย่างมากเพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ ด้วยการเลือกหุ้นที่
- มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว (ตาม Morningstar Economic Moat Rating ระดับ Wide หรือ Narrow)
- มีระดับความไม่แน่นอน (Uncertainty Rating) อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
- ซื้อขายที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (มี Margin of Safety สูง)
- ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่น่าดึงดูด
- อยู่ในหมวด “หุ้นมูลค่า” (Value) ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินทุน ออกจาก “หุ้นเติบโต” (Growth)
- อยู่ในกลุ่ม “อุตสาหกรรมป้องกันความเสี่ยง” (Defensive sectors) ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อเงินทุนไหลออกจากกลุ่มที่ผันผวนตามเศรษฐกิจ

ในเชิง “สไตล์การลงทุน” แนะนำให้:
- ให้ “น้ำหนักมากขึ้น” กับหุ้น “Value” ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมถึง 12%
- ให้ “น้ำหนักมากขึ้น” กับหุ้น “Core” ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมถึง 11%
- “ลดน้ำหนัก” หุ้น “Growth” ซึ่งกลับมาซื้อขายเกินมูลค่ายุติธรรมอยู่ 3%
“สื่อสาร” & “พลังงาน” 2 กลุ่มที่มูลค่ายัง “ถูก” น่าสนใจ...ส่วน “สาธารณูปโภค” & “การเงิน” เป็น 2 กลุ่มที่ “แพงเกินไป”
นับตั้งแต่รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เม.ย. มูลค่าหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมได้ปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของตลาดโดยรวม กลุ่มที่ตามหลังมากที่สุดคือ “กลุ่มพลังงาน” เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงลดลง กลุ่มพลังงานจึงกลายเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมากเป็นอันดับสอง รองจาก “กลุ่มสื่อสาร” ส่วนกลุ่ม “Consumer Cyclical” และกลุ่ม “อสังหาริมทรัพย์” (Real Estate) ถูกประเมินว่ามีมูลค่าต่ำเป็นอันดับสามร่วมกัน
“กลุ่ม ‘Consumer Defensive’ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงเกินไปมากที่สุด ซึ่งตัวเลขการประเมินมูลค่าในกลุ่มนี้ถูกบิดเบือนไปทางสูงเกินจริง เนื่องจากหุ้นของ Costco (COST) และ Walmart (WMT) ที่ได้รับเรตติ้งระดับ 1 ดาว และ Procter & Gamble (PG) ที่ได้ระดับ 2 ดาว ซึ่งทั้งสามตัวนี้คิดเป็น 31% ของมูลค่ารวมในดัชนี หากไม่นับหุ้นทั้งสามนี้ กลุ่มที่เหลือจะซื้อขายอยู่ที่ส่วนลด 6% จากมูลค่ายุติธรรม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากกว่า”
กลุ่ม “สาธารณูปโภค” (Utilities) และ “กลุ่มบริการทางการเงิน” (Financial Services) เป็นสองกลุ่มถัดไปที่มีมูลค่าสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม การประเมินค่าสูงเกินในกลุ่มเหล่านี้มีลักษณะกระจายกว้าง และมีหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ได้เรตติ้งระดับ 4 หรือ 5 ดาว
“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังคงเป็นตลาดสำคัญของโลกมีน้ำหนักในดัชนี “ตลาดหุ้นโลก” กว่า 50% ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่เกินกว่าจะละเลย แต่ก็จำเป็นต้องเลือก “สไตล์ของหุ้น” เพื่อลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
