Official Update :

“กองหุ้นไทย” ครึ่งปีแรก ผลงานดิ่งหนักเฉลี่ย -20.20% “แพ้ตลาด”... Top5 กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” โชว์เฉลี่ยติดลบเพียง -6.15% “บล.ทิสโก้” หั่นเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1,208 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องผลงานกลุ่ม “กองหุ้นไทย” กันบ้าง หลัง “ตลาดหุ้นไทย” (SET Index) ครึ่งปีแรกดำดิ่งทิ้งตัวลงไปอีก -22.19% (SET TRI -19.87%) ติดทำเนียบหนึ่งตลาดผลงาน “ยอดแย่ของโลก” ไปเรียบร้อย


กดผลงาน “กองหุ้นไทย” ให้แดงยกแผง ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -20.20% แพ้ตลาดไปฉิวเฉียด โดยมีกองทุนที่มีผลงาน “ดีกว่าค่าเฉลี่ย” กลุ่มเพียง 45% เท่านั้น


โดยกลุ่ม “หุ้นเล็ก” อาการหนักสุด ดัชนี sSET” -25.99% (sSET TRI -23.41%) และ mai” -26.03% (mai TRI -24.30%) ตามลำดับ (ที่มา: setsmart.com, วันที่ 30 มิ.ย. 25)


จึงไม่น่าแปลกใจว่า “กองหุ้นไทย” ไซส์กลาง-เล็กจะรั้งท้ายตารางไปครองในช่วงครึ่งปีแรกนี้ด้วยเช่นกัน


ภายใต้ปัจจัยลบทั้งต่างประเทศและการเมืองในประเทศที่รุมเร้า ยังคงจะกดดันทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่อง ตลาดก็มีการหั่นเป้าลงมาเหลือประมาณ 1,200 จุด บวกลบ มากน้อยแตกต่างกันไป ถือว่ายังพอมี Upside จากปัจจุบันอยู่บ้างประมาณ 9% จากปัจจุบัน


สำหรับ 5 “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ช่วงครึ่งปีแรก มีกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


“กองหุ้นไทย
” ครึ่งปีแรกแดงยกแผง ผลงานดิ่งตามตลาดเฉลี่ยติดลบ -20.20%...“TISCOHD-A” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด -3.37% ส่วน “KMSLTF-A(A)” ดิ่งหนักสุด -37.19%

สำหรับผลงานของ “กองหุ้นไทยครึ่งปีแรก (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 25) ทั้ง 552 กอง ปีนี้ผลงานร่วงตามตลาดทำตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -20.20% โดยกองทุนทั้งหมด 100% ผลงานยังคง “ติดลบ” กันถ้วนหน้า


โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ -3.37% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -37.19% หรือต่างกันอยู่ 33.82%


สำหรับ 5 “กองหุ้นไทย ที่มีผลงาน “ดีสุด” ครึ่งปีแรกนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” ถึง 4 กอง มีเพียง 1 กอง ของบลจ.บัวหลวงที่เป็น “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” แทรกเข้ามา โดยทั้ง 5 กองทำผลตอบแทนรวมกันได้เฉลี่ย -6.15% นำมาโดย

  • TISCOHD-Aของบลจ.ทิสโก้ -3.37%

  • “PRINCIPAL EEF-X” ของบลจ.พรินซิเพิล -6.36%

  • K-VALUE” ของบลจ.กสิกรไทย -6.61%

  • TDSLTF-B” ของบลจ.ทิสโก้ -7.04%

  • BSIRIRMF” ของบลจ.บัวหลวง -7.36%


ส่วน 5 “กองหุ้นไทย ที่มีผลงาน “แย่สุด” ครึ่งแรกปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -33.35% ประกอบด้วย

  • KMSLTF-A(A)” ของบลจ.กสิกรไทย -37.19%

  • KKP TQG-SSF” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร -33.88%

  • “SCBMSE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -33.41%

  • TMSLTF-A” ของบลจ.ทิสโก้ -31.18%

  • ASP-GLTF-T” ของบลจ.แอสเซท พลัส -31.11%


“ซึ่งเป็น กองหุ้นขนาดกลาง-เล็กถึง 4 กอง สอดคล้องกับภาพรวมของ ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก ที่ปรับตัวลงหนักในปีนี้ ทั้ง sSET TRI -23.41% และ mai TRI -24.30% ตามลำดับ (ที่มา:setsmart.com, วันที่ 30 มิ.ย. 25) ในขณะที่เป็น กองหุ้นใหญ่ ติดเข้ามา 1 กอง ของบลจ.แอสเซท พลัส”


“หุ้นไทย” ครึ่งปีแรกร่วงแรง -22.19
% แย่กว่าตลาดอื่นในโลก...ครึ่งปีหลัง “ปัจจัยลบ”รุมเร้าโดยเฉพาะการเมือง “บล.ทิสโก้” หั่นเป้าปีนี้เหลือ 1,208 จุด

สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ครึ่งปีแรกเคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวลง -22% เทียบกับ หุ้นโลก” (MSCI World Index) และ “หุ้นเอเชีย” (MSCI Asia ex. Japan) ที่ปรับตัวขึ้น +8% และ +14% ตามลำดับ โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรายปีติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี23 สวนทางหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า ถูกกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโต


ทาง “บล.ทิสโก้” มองว่า SET Index ครึ่งปีหลังยังอ่อนไหวไปตามสถานการณ์ภายในและภายนอกที่ไม่แน่นอนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดจะส่งผลให้ SET Index อ่อนไหวไปตามสถานการณ์จนกว่าจะมีความชัดเจนทางการเมืองเกิดขึ้นและ/หรือตลาดซึมซับข่าวการเมืองไปมากแล้ว (ซึ่งต้องใช้เวลาและติดตามพัฒนาการต่าง ๆ ต่อไป) หากเกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง” เช่น นายกฯ หลุดออกจากเก้าอี้หรือลาออกจากตำแหน่ง แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่สภาผู้แทนราษฎรยังคงอยู่ต่อไปและเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยเมื่อการเมืองมีความชัดเจนของตำแหน่งนายกฯ คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวก 


“จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยหลังจากที่มีความชัดเจนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ครั้งล่าสุด SET Index ตอบรับเชิงบวกด้วยการค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว +2.8% ถึง +4.4% ในช่วง 2-4 สัปดาห์ข้างหน้า”



สำหรับ “กรณียุบสภา” ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ส่งผลกระทบระยะสั้นรุนแรงกว่านายกฯ ลาออก เพราะการเมืองเข้าสู่ช่วงสุญญากาศนานกว่าและมีความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนและหลังยุบสภาในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นจะตอบสนองแตกต่างกันมีทั้งบวกและลบขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมืองเป็นสำคัญ


“อย่างไรก็ดีหลังจากยุบสภาไปจนถึงมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ตลาดหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +1.1% (Max. = +10.1%, Min. -10.1%) เรามองว่าเป็นผลมาจากตลาดมีความคาดหวังทางการเมืองในเชิงบวกเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง และการเลือกตั้งมักจะทำให้มีเม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น”


มองหุ้นไทยยังมีความผันผวน ปรับลด SET EPS ปี 2025-26F ลงจากเดิม 81.8/86.3 บาท เป็น 74.6/81.1 บาท เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่อ่อนแอท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว นอกจากนี้ เราปรับลด Fwd. PER ที่เหมาะสม (De-rating) จาก 15.5 เท่าเป็น 14.9 เท่า และปรับเป้า SET Index ปีนี้/ปีหน้าลงเป็น 1,208 / 1,279 จุด (จากเดิม 1,337 / 1,405 จุด)


“ตลาดหุ้นไทย” ปัจจุบันขึ้นมายืนเหนือ 1,100 จุด อีกครั้ง หลายคนมองว่าอาจจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว “Downside” ค่อนข้างจำกัด มี Forward 12M P/E 11.48 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 15.78 เท่า ในขณะที่คาดการณ์กำไรบจ.ยังโตได้ +7.05% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 27 มิ.ย. 25) ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้น อาจเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาวได้เช่นกัน


ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’