“ค่าบาท” ผันผวน...เป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” เลือก “FIF” สไตล์ไหน ขึ้นกับมุมมอง “อัตราแลกเปลี่ยน” !!!
สาระ Fund วันละนิด: “ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” เป็นหนึ่งใน “ความเสี่ยง” ของการไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งในอีกมุมก็เป็น “โอกาส” ด้วยเช่นกัน
ปีนี้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าแตะระดับ 31.73 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งค่าแล้ว 7.68% ใครที่ไปลงทุนผ่าน “กองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ” (FIF) ที่มีกำไรจากการลงทุน
หากเลือกกองทุนที่ “ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” เอาไว้ ผลตอบแทนก็อาจลดน้อยถอยลงเป็นผลกระทบจากเงินบาทที่ “แข็งค่า” ขึ้นนั่นเอง !!!
อย่างไรก็ตาม ตลาดมองว่า “เงินบาท” จากนี้ไม่น่าจะแข็งค่าไปได้มากนักและมองไปข้างหน้าโอกาสจะ “อ่อนค่า” มีมากกว่า
ถ้ามองมิตินี้ “ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” ก็กลับเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากกำไรจากการลงทุนแล้ว ยังมีโอกาสกำไรจากเงินบาทที่ “อ่อนค่า” อีกเด้งหนึ่งด้วย
เมื่อ “ค่าเงินบาท” เคลื่อนไหว “ผันผวน” เช่นนี้ จะเลือกกองทุน “FIF” ยังไง? ให้ตอบโจทย์ วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีคำตอบ
เลือก “นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” กอง FIF...ขึ้นกับ “มุมมองค่าเงิน” ของผู้ลงทุนเอง
การไปลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุน “FIF” ที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ตราสารหนี้ หรือ ทองคำ เป็นต้น หลักๆ เราคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ได้คาดหวังผลกำไรในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนแต่ประการใด
ปัจจุบันกองทุน “FIF” ก็มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้เลือกค่อนข้างครบ แต่การจะเลือกนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ขึ้นกับมุมมองของผู้ลงทุนต่อ “ทิศทางค่าเงินบาท” ด้วยเช่นกัน อาจแบ่งได้เป็น 4 กรณี ด้วยกัน ดังนี้

-
ถ้าคาดว่าเงินบาทจะ “แข็งค่า” ให้เลือกกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยง “เต็มจำนวน” (Fully Hedge) ตัดปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนออกไป หวังผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก เช่น ลงทุนได้ผลตอบแทน 7% แต่เงินบาทแข็งค่า 7% ก็ยังได้ผลตอบแทน 7% ไม่เจอผลกระทบ “เชิงลบ” จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ถ้าไม่ป้องกันความเสี่ยงได้ ผลตอบแทนจะกลายเป็น “ศูนย์” ไป (= ผลตอบแทน 7% - บาทแข็ง 7%)
-
ถ้าคาดว่าเงินบาทจะ “อ่อนค่า” ให้เลือกกองทุนที่ “ไม่ป้องกันความเสี่ยง” (Unhedge) เป็นการเปิดโอกาสเพื่อทำกำไรจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าด้วยนั่นเอง เช่น ลงทุนได้ผลตอบแทน 7% และค่าเงินบาทอ่อนค่า 7% รวมแล้วจะได้ผลตอบแทน 14% (= ผลตอบแทน 7% + บาทอ่อน 7%) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่ “อ่อนค่า” นั่นเอง
-
ถ้า “ไม่แน่ใจทิศทาง” ของค่าเงินบาท ให้เลือกกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยง “บางส่วน” (Partial Hedge) หรือ ป้องกันความเสี่ยง “เต็มจำนวน” (Fully Hedge)
-
ถ้า “ไม่มีความรู้” ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ให้เลือกกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยง “ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน” หรือป้องกันความเสี่ยง “เต็มจำนวน” (Fully Hedge)
ล่าสุดบางบลจ.ยังมี “ชนิดหน่วยลงทุนสกุลเงิน USD” มาให้เลือกลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย ก็จะตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนที่อาจจะต้องการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อยู่แล้ว หรือมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินและอยากจะเข้าไปจับจังหวะลงทุนด้วยตัวเอง
“ดังนั้น ถ้าเงินบาทมีแนวโน้ม ‘แข็งค่า’ การ ‘ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน’ (Hedge) ดีกว่า ในทางกลับกันถ้าเงินบาทมีแนวโน้ม ‘อ่อนค่า’ การ ‘ไม่ป้องกันความเสี่ยง’ (Unhedge) จะดีกว่า แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นสิ่งที่ขึ้นกับผลงานกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญ และ ‘กรณีที่แย่สุด’ สำหรับนักลงทุนคือ ขาดทุนจากการลงทุนและเจอเงินบาทแข็งค่าด้วย ถ้าไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินจะเจ็บตัวสุด 2 เด้ง ทั้งขาดทุนการลงทุนและขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง”
สำหรับ “ค่าเงินบาท” จึงเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” สำหรับผู้ลงทุน ขึ้นกับมุมมองที่มีต่อแนวโน้มค่าเงินในขณะนั้นๆ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับ “นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” จะมีระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่นักลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุน “FIF” ไม่ควรละเลย เพื่อจะได้เลือกลงทุนได้ตอบโจทย์กับเป้าหมายการลงทุนของตัวเองนั่นเอง
