“กอง KEURMF” ชวนสร้างพอร์ตเกษียณให้มั่งคั่ง...ไปกับ ‘หุ้นเติบโตสูง-ยุโรป’ !!!
“หุ้นยุโรป” เป็นกลุ่มหุ้นที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังคงส่งสัญญาณที่ไปได้ต่ออีกในระยะยาว ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ
ทำให้นักลงทุนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจในกลุ่มหุ้นดังกล่าว เช่นเดียวกันกับความเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้รับปัจจัยหนุนอย่างการกระจายวัคซีนแล้วมากกว่า 50% ของประชากรทั้งหมด
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “หุ้นกลุ่มยุโรป” ควรจะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ควรจะมีติดพอร์ตการลงทุนไว้ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นตัวช่วยในการสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตในระยะยาว
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสในการนำเสนอข้อมูล “กองทุนรวมหุ้นยุโรป” ที่น่าสนใจจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด” โดยได้รับการจัดอันดับ “มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว” มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“กอง KEURMF”...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนกว่า 7 ปี สุดสวย 12.28% ต่อปี
ใครที่ได้ดูการแข่งขัน “บอลยูโร2020” ที่เพิ่งจบลงไปไม่นานนั้น คงเห็นพัฒนาการในเชิงบวกของการออกมาใช้ชีวิตและกิจกรรมของคนในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี
ล่าสุดในเดือนก.ค.21 ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” ได้ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนว่าจะโตได้ 4.6% และ 4.3% ในปี21 และ 22 ตามลำดับ จากที่หดตัว -6.5% ในปี20 จากพิษ COVID-19 ที่ผ่านมา
บุคลิกของ “หุ้นยุโรป” จะคล้ายกับหุ้นในตลาดพัฒนาส่วนใหญ่ ที่มีแหล่งรายได้จากการทำธุรกิจจากนอกประเทศด้วย ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้น เศรษฐกิจในประเทศฟื้น ก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของหุ้นที่มีโครงสร้างรายได้ในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ แม้ “ยุโรป” จะอยู่ในกลุ่มของ “ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)” แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี “หุ้นเติบโตสูง (Growth Stock)” ให้เลือกลงทุนแต่ประการใด และนั่นคือกองทุนที่กำลังจะแนะนำแก่ผู้ลงทุนในครั้งนี้

โดยกองทุนดังกล่าวมีชื่อว่า “กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (รองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)” หรือ “KEURMF” ที่ได้จัดตั้งขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2564) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1,083,001,179 บาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 22.29 บาทต่อหน่วย
“ในด้านนโยบายการลงทุนของกองนั้น เป็นกองทุนในรูปแบบ Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Allianz Europe Equity Growth, Class AT-EUR’ เพียงกองทุนเดียวหรือเป็นกองทุนหลักอย่างไรก็ดีกองทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ”
สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักนั้น จะมุ่งเน้นการลงทุนในตราสารแห่งทุนและตราสารเทียบเท่า (Participation Certificate) ของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปไม่ต่ำกว่า 75% โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดว่ามีอัตราการเจริญเติบโตสูง (Growth Stock)
เนื่องจากเป็น “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” จึงไม่มีนโยบายจ่ายปันผลแต่ประการใด แต่มุ่งให้เงินลงทุนเติบโตสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่ง ‘กอง KEURMF’ นี้ ยังรองรับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)” อีกด้วย ดังนั้น ใครที่ออกจาก ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ แล้วอยากจะคงเงินไว้เพื่อไม่ให้เสียเป้าหมายการลงทุนและประโยชน์ทางภาษีก็สามารถจะโยกเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาไว้ในกองทุนนี้ได้เช่นกัน
ณ วันที่ 31 ก.ค. 64 ‘กอง KEURMF’ มีการลงทุนในกองทุนหลัก 97.61% ที่เหลือเป็นอื่นๆ อีก 2.39%
โดยสัดส่วนการลงทุนแยกรายประเทศของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564) ประกอบไปด้วย
-เยอรมนี 20.70%
-เดนมาร์ก 17.70%
-สวีเดน 13.70%
-สวิตเซอร์แลนด์ 13.20%
-ฝรั่งเศส 10.40%
ในขณะที่แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม จะประกอบด้วย
- INFORMATION TECHNOLOGY 27.80%
-INDUSTRIALS 27.60%
-CONSUMER DISCRETIONARY 11.80%
-HEALTH CARE 11.30%
-MATERIALS 7.40%

“ในด้านผลการดำเนินงานของ ‘กอง KEURMF’ (ณ วันที่ 30 ก.ค. 64) ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.28% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าดัชนีชี้วัดที่อยู่ที่ 9.88% ต่อปี ส่วนความผันผวนของผลการดำเนินอยู่ที่ 17.50% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 16.94% ต่อปี แต่อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา 5 ปี กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงถึง -34.44%”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ ‘กอง KEURMF’ นั้น กองทุนมีเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำมีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปจะอยู่ที่ 500 บาท ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนนั้นไม่มีการกำหนด 500 บาท โดยระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนจะได้ภายใน 4 วันทำการ
ขณะที่ช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่าน สาขาธนาคารกสิกรไทย ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่น นอกจากนี้ยังมีช่องทางออนไลน์โดยผ่านโมบายแบงก์กิ้งจากธนาคารกสิกรไทย K PLUS หรือผ่านแอพพลิเคชั่น K-My Funds และ K-Cyber
“ถึงแม้ว่าหุ้นยุโรป จะเป็นกลุ่มหุ้นที่มีการฟื้นตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้เริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้นจนทำให้ได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจัยดังกล่าวก็อาจจะเป็นประเด็นหนุนแค่ระยะสั้น ฉะนั้นการวางเป้าหมายการลงทุนก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน จึงทำให้ในบางครั้ง ‘การกระจายการลงทุน’ ในหุ้นที่เติบโตในระยะยาวก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตเกษียณของคุณได้เป็นอย่างดี”
