ชูกลยุทธ์ “Core-Satellite Portfolio” ฝ่า “มรสุมศก.-ตลาดผันผวน”... แนะผสม “ตราสารหนี้” ในพอร์ต “กระจายลงทุน-ลดความเสี่ยง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: เพราะการลงทุนไม่ใช่การเสี่ยงโชค...อย่าปล่อยให้เส้นทางการลงทุนของคุณเป็นไปตามยถากรรม
ล่าสุดทาง “บลจ.กสิกรไทย” ได้จัดงานสัมมนาการลงทุนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Know The Markets Summit 2025: Core Stability Amidst Market Volatility” ชวนพันธมิตรระดับโลก “J.P. Morgan Asset Management”
มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนปี 2026 เชื่อการจัดพอร์ตแบบ “Core-Satellite Portfolio” จะเป็น “ทางรอด” ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพฝ่า “ตลาดผันผวน” ได้เป็นอย่างดี
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและตลาดที่ยังคงผันผวนในปีหน้า เราจะฝ่ากันไปได้ยังไงนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกัน
แนะใช้ “K-WealthPLUS Series” เป็น “Core Portfolio” ฝ่า “ตลาดผันผวน”...ตอบโจทย์ “นักลงทุนทั่วไป” และ “ลูกค้า PVD”
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า แม้เราจะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ปีที่ผ่านมาเจอทั้งภาษี Trump แผ่นดินไหว เป็นต้น แต่เราเตรียมพร้อมได้ ด้วยการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม กลยุทธ์การลงทุน “Multi-Asset 2.0” เป็นแนวทางการกระจายการลงทุนที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนภายใต้บริบทของความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก เรายังคงแนะนำการจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Core-Satellite Portfolio” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทน โดยเน้นสัดส่วน “Core” 80% และ “Satellite” 20%

กองทุนกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็น “Core Portfolio” มี 3 กอง ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE ที่ผสมผสานสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานช่วง 1 ปี ให้ผลตอบแทน 6.23%, 8.12% และ 9.83% ตามระดับความเสี่ยงที่ ได้แนะนำให้กับลูกค้าของบริษัทและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนมีสินทรัพย์ของกองทุนกลุ่มนี้มากกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทเป็น “อันดับ1” ในกลุ่ม “กองทุนผสม” ในปัจจุบัน
นอกจากนี้บริษัทได้นำแนวคิด “Core Portfolio” ไปต่อยอดการบริหาร “Retirement Solutions” ให้กับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้สมาชิกกองทุนสามารถเลือก “แผน K-WealthPLUS Series” ที่เหมาะกับทุกช่วงวัยทำงานตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงานไปถึงวัยใกล้เกษียณ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีนายจ้างมากกว่า 300 ราย เลือก “K-WealthPLUS Series” เป็นหนึ่งในแผนการลงทุน มี AUM กว่า 2,000 ล้านบาท
ส่วนใครที่ไม่อยากเลือกแผนเองก็สามารถเลือก “แผน Life Path” ที่จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญของ KAsset ดำเนินการปรับพอร์ตให้แบบอัตโนมัติ โดยจะทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงเมื่อสมาชิกอายุมากขึ้น โดยจะปรับลดให้ในทุกวันเกิดของสมาชิกปีละครั้ง แยกของแต่ละคนออกจากกันเลย
“สำหรับเป้าหมายการลงทุนทั้งการบริหารพอร์ตลงทุนปกติ หรือพอร์ตเพื่อเกษียณก็ตาม สามารถใช้กองทุนในกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ เป็น ‘Core Portfolio’ ตอบโจทย์ได้เลย”
“KAsset” & “JPMAM” ทำงานกันชิดสะท้อนผ่านผลงาน “K-WealthPLUS Series”…พร้อมแนะมี “ตราสารหนี้” ติดพอร์ต ช่วย “กระจายการลงทุน-ลดความเสี่ยง”
ทางด้าน “ปณตพล ตัณฑวิเชียร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย บอกว่า การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญของ “KAsset” และ “JPMAM” เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก ผ่านมุมมองการลงทุนเชิงลึก เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของผู้ลงทุนไทยรับมือความผันผวนได้ทุกสภาวะตลาดและคว้าโอกาสการลงทุนได้อย่างเต็มที่ โดยทาง บลจ.กสิกรไทย และ JPMAM ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อระดมมุมมองในการลงทุน เช่น การประชุม KCMA และ งาน KTM summit รายปี รวมถึงการประชุมรายสัปดาห์เพื่อและเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการลงทุน
“ผลลัพธ์สะท้อนผ่านผลตอบแทนของกองทุนกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ ที่ผลงานอยู่ใน 1st และ 2nd ควอไทล์ต่อเนื่องทั้ง YTD, 1Y และ 3Y สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอมีความผันผวนต่ำ สะท้อนถึงประโยชน์ของการกระจายการลงทุนแบบ multi-asset และเรามุ่งมั่นใจส่งมอบผลตอบแทนที่ดีบนความผันผวนที่ต่ำนี้ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว”
เรายังมีมุมมองเชิงบวกกับหุ้นโลก (โดยเฉพาะหุ้นเอเชียและหุ้นเทคโนโลยี) และมีมุมมองเชิงบวกกับตราสารหนี้ต่างประเทศมากกว่าตราสารหนี้ไทย จากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ”(Fed) สำหรับตลาดหุ้นไทย เราเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นปันผลสูง

เช่นเดียวกับ “ฐานันดร โชลิตกุล” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย ที่มองว่า “ตราสารหนี้” ยังเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่ควรมีติดพอร์ต ช่วย “กระจายการลงทุน” และ “ลดความเสี่ยง” ให้พอร์ตได้เป็นอย่างดี โดย “ตราสารหนี้ไทย” มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ที่ต่ำกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในขณะที่ “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีหากผสมกับหุ้นไทยหรือหุ้นตลาดเกิดใหม่เพราะมี Correlation ที่ติดลบ
การผสม “ตราสารหนี้” เข้ามาในพอร์ตยังช่วยลด “การขาดทุนสูงสุด” (Drawdown) ให้ลดลงได้เป็นอย่างดี ปีนี้ช่วงที่มีการประกาศภาษีของ Trump “หุ้นโลก” ปรับตัวลดลงถึง -16.3% ในขณะที่กองทุนกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” ปรับตัวลดลงน้อยกว่าเพียง -3.8%, -9.5% และ -12.1% ตามระดับความเสี่ยงแต่ก็น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโลกเพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจนเลยทีเดียว
“เราคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 4 – 6 ครั้ง จากนี้ ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเองคาดว่าจะลดลงได้อีก 1 – 2 ครั้ง จึงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนของ ‘ตราสารหนี้ต่างประเทศ’ มากขึ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่าในรูป ‘Capital Gain’ จาก ‘ดอกเบี้ยขาลง’ ส่วน ‘ตราสารหนี้ไทย’ ผลตอบแทนอาจไม่ดีเท่าปีนี้ มองไว้ประมาณ 2% กว่าบวกลบในปีหน้า”
แทนการไปคาดเดาตลาดที่มีความไม่แน่นอน และจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกภาวะตลาดจึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการลงทุนที่สำคัญ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นแหล่งที่มาของผลตอบแทนหลักในการลงทุน ใครที่ยังไม่ได้จัดพอร์ตการลงทุนของตัวเอง กลยุทธ์ “Core-Satellite Portfolio” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ให้ได้เป็นอย่างดี ที่ช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอฝ่ามรสุมเศรษฐกิจและตลาดที่ผันผวนได้ในระยะยาวนั่นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
