เปลี่ยน “ภัยพิบัติ” เป็นโอกาสสร้าง “ผลตอบแทน” ด้วย “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT Bond)... พร้อมชู “หุ้นเหมืองเงิน” โดดเด่นรับกระแส “พลังงานสะอาด” !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...“ภัยพิบัติในโลก” ก็สามารถแปลงมาสู่ “การลงทุน” ได้เช่นกัน
ปัญหา “โลกเดือด” และ “วิกฤติภูมิอากาศสุดขั้ว” ได้ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ที่รุนแรงเกิดขึ้นมากมายกระจายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม หรือพายุฝน เป็นต้น
“บริษัทประกันภัย” หรือ “บริษัทประกันภัยต่อ” จึงมีความต้องการออก “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT Bond: Catastrophe Bond) มากขึ้นเพื่อลดหรือถ่ายโอนความเสี่ยงของบริษัทให้กับ “ผู้ลงทุน” ที่ยินดีรับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั่นเอง
นั่นทำให้ “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT Bond) เป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ ให้ผลตอบแทน “ไม่ผันผวน” ไปตามภาวะตลาดอีกด้วย แต่ยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่ม “นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง” (HNW) เท่านั้น
อีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือ “หุ้นเหมืองเงิน” ซึ่งปัจจุบันราคายังถูกและมีโอกาสที่จะไปได้อีกไกลหาก “ราคาเงิน” วิ่งตามราคาทองไปในอนาคต
ทำไมทั้ง 2 สินทรัพย์ทั้ง 2 นี้จึงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT BOND)...โอกาสเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนที่ “ไม่ผันผวน” ตามตลาด
โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย บอกว่า ปัจจุบันภัยธรรมชาตินับว่ามีความรุนแรงขึ้นทุกปี เช่น พายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐฯ ไฟป่าในยุโรป หรือแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากเกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย เพราะการจ่ายค่าชดเชยต่างๆ นั้น อาจเกินกำลังของบริษัทประกันภัยได้ จึงเกิด “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT BOND: Catastrophe Bond) ที่เป็นตัวช่วยรับความเสี่ยงของบริษัทประกัน ซึ่งถือเป็นโอกาสจากตราสารหนี้ภัยพิบัติที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางวิกฤตเป็นการลงทุนทางเลือกที่ช่วยเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนที่ “ไม่ผันผวน” ตามตลาด โดยผลตอบแทนอ้างอิงกับมูลค่าความเสียหายของเหตุภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เป็นหนึ่งในรูปแบบของ “Insurance-Linked Securities” (ILS) ด้วยโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้มี “ความเสี่ยงด้านเครดิต” ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ในขณะที่ “อัตราผลตอบแทน” (Coupon) จะสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปเพื่อชดเชยกับโอกาสที่อาจต้องสูญเงินต้นหรือดอกเบี้ย

(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“ตราสารหนี้ภัยพิบัติ (CAT BOND) เป็นหนึ่งในรูปแบบของ Insurance-Linked Securities (ILS) ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่ช่วยให้บริษัทประกันภัยและบริษัทรับประกันภัยต่อ (reinsurer) สามารถโอนความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นๆ ไปยังนักลงทุนในตลาดทุนได้ ด้วยสภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตของความเสี่ยงพื้นฐานทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการในการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนจากการรับความเสี่ยง หรือ Risk Transfer Premium อยู่ในระดับที่น่าสนใจ”
สำหรับโครงสร้าง “Insurance-Linked Securities” (ILS) จะมีผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ 1) บริษัทประกัน หรือบริษัทประกันภัยต่อ 2) SPV หรือ Special Purpose Vehicle ซึ่งเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือทรัสต์ที่จัดตั้งและจดทะเบียนเพื่อดำเนินการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมาย และ 3) กองทุนหรือนักลงทุน
โดยโครงสร้างการทำงาน คือ เริ่มจากบริษัทประกัน หรือบริษัทประกันภัยต่อ ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ จะทำสัญญาประกันภัยต่อกับ SPV จากนั้น SPV จะระดมทุนโดยการออก “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT BOND) เพื่อขายให้กับกองทุน หรือนักลงทุน ซึ่งเงินที่ได้จากการขายตราสารหนี้นี้จะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและถูกเก็บไว้ในบัญชีทรัสต์ (collateral trust) เพื่อเป็นหลักประกัน
“กรณีที่ไม่เกิดภัยพิบัติ นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนพร้อมได้รับเงินลงทุนคืน แต่ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ บริษัทประกันภัยจะนำเงินต้นที่ระดมทุนได้ไปใช้ในการชดเชยค่าสินไหมทดแทนได้ นักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด แต่บริษัทประกันภัยจะมีเงินทุนมาใช้เพื่อจ่ายค่าชดเชย”
อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT BOND) ทำให้มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป เนื่องจากเงินทุนที่ระดมได้จากนักลงทุนจะถูกนำไปเก็บไว้ในบัญชีทรัสต์ที่แยกออกจากผู้โอนความเสี่ยงและ SPV อย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะช่วยป้องกันเงินทุนของนักลงทุนจากการล้มละลายหรือการผิดนัดชำระหนี้บริษัทประกันได้ ซึ่งแตกต่างจากตราสารหนี้ทั่วไปที่นักลงทุนมีความเสี่ยงโดยตรงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ทำให้โครงสร้างของ CAT BOND มีความปลอดภัยในส่วนของเครดิตสูงกว่า
“หุ้นเหมืองเงิน” โอกาสลงทุนรับกระแส “พลังงานสะอาด” และ “เทคโนโลยีสมัยใหม่”
ในขณะที่ทาง “มนชญา รัชตกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บลจ.ดาโอ บอกว่า “แร่เงิน” (Silver) เป็นโลหะมีค่าที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน ความต้องการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านพลังงานสะอาดและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก จากรายงาน “World Silver Survey 2025” คาดว่า ตลาดแร่เงินทั่วโลกจะขยายตัวกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ขณะที่แร่เงินกว่า 72% ที่ถูกผลิตขึ้นเป็น “ผลพลอยได้” จากเหมืองโลหะอื่น เช่น ทองแดง สังกะสี และทองคำ ทำให้ “อุปทานเงิน” มีข้อจำกัด ในขณะที่ความต้องการแร่เงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง

(มนชญา รัชตกุล)
“ตั้งแต่ ปี 2021 ตลาดเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดดุลเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่า ภายในปี 2030 ความต้องการเงินจะสูงกว่าอุปทานเกือบ 2 เท่า จากแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และชิปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสะท้อนว่า ‘การขาดแคลนเงิน’ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระยะยาว และเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันอัตราส่วน Gold-to-Silver Ratio ปัจจุบันอยู่ที่ราว 88 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 67 บ่งชี้ว่า ‘เงินยังถูกประเมินค่าต่ำ’ เมื่อเทียบกับทองคำ หากเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโลกฟื้นตัว ทำให้ ‘หุ้นเหมืองเงิน’ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในตัวโลหะเงินโดยตรง เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนคงที่เมื่อราคาเงินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย กำไรของบริษัทเหมืองอาจเติบโตได้มากกว่าหลายเท่า”
ทั้งนี้ ราคาหุ้นเหมืองเงินในปัจจุบันยังซื้อขายที่เพียง 60–70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) และมีอัตรากำไรจากกระแสเงินสดอิสระ (FCF Margin) เฉลี่ยกว่า 30% สะท้อนศักยภาพในการสร้างกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งพร้อมโอกาสในการปรับมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่ออุปสงค์แร่เงินยังเติบโตต่อเนื่อ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนแร่เงินที่สำคัญ ได้แก่ 1.นโยบายการเงินของสหรัฐฯ (Fed Policy) ที่เอื้อต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผล 2. อุปสงค์เชิงอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ 3. ข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply Constraints) จากต้นทุนและแหล่งผลิตที่ลดลง และ 4. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เพิ่มแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
“ไม่เพียงเท่านี้ ‘หุ้นเหมืองเงิน’ ยังมีความสัมพันธ์กับ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ ในระดับต่ำ ทำให้การลงทุนในหุ้นเหมืองเงินช่วยเพิ่มโอกาสกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย”
ใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่แตกต่าง เพื่อกระจายการลงทุนให้กับพอร์ตของคุณ เชื่อว่า “ตราสารหนี้ภัยพิบัติ” (CAT Bond) และ “หุ้นเหมืองเงิน” จะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในท่ามกลางตลาดที่มีความผันผวนได้เป็นอย่างดี
