Official Update :

“หุ้นอินเดีย” พื้นฐานแกร่ง “ราคาสมเหตุสมผล-กำไรโตดี” จังหวะลงทุน “สร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว กับประเทศที่โตสูงของโลก !!!

ลายแทงกองทุน: “หุ้นอินเดีย” ของดีที่นักลงทุนไทยยังลงทุนกันไม่มาก เมื่อเทียบกับ “หุ้นจีน”


ปีนี้ “หุ้นอินเดีย” (SENSEX) บวก +6.65% ในขณะที่ล่าสุด “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ยังคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียจะโต 6.6% ในปีนี้ และ 6.2% ในปีหน้า ถือว่าเศรษฐกิจโตระดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว


ในช่วงที่ผ่านมา “หุ้นอินเดีย” ถูกมองว่า “แพง” จนปีนี้ตลาดมีการพักฐานทำให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่ “เหมาะสม” อีกครั้ง ปัจจุบันมี Forward12M P/E ที่ 20.98 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.71 เท่า โดยคาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรปี26/25 ที่ +17.13% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 7 พ.ย. 25)


ซึ่งถูกกว่า “หุ้นสหรัฐ” (Nasdaq100) และ S&P500” ที่มี Forward12M P/E ที่ 28.78 เท่า และ 23.50 เท่า ตามลำดับ


นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีเพื่อเข้าลงทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว เหตุผลสำคัญที่ทำให้ “หุ้นอินเดีย” อาจจะไม่ได้ถูกเหมือนตลาดอื่นๆ เพราะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง กำไรเติบโตดีกว่าตลาดอื่นในโลก ที่สำคัญ “อินเดีย” เป็นอีกประเทศที่ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ “การลดดอกเบี้ย” ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและป้องกันผลกระทบจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” ปีนี้ยัง Underperform ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยติดลบ -6.03% (ดีสุด +4.76%, แย่สุด -13.68%) โดยกองทุนส่วนใหญ่กว่า 95% ผลตอบแทนยัง “ติดลบ” ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากบาทแข็งในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม หุ้นอินเดีย” ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นอินเดีย"…โอกาสลงทุนระยะยาว "ศก.โตดี-ราคาเหมาะสม"

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็นกองทุนประเภท Feeder Fundทั้ง 4 กอง เป็น Active Fund 3 กอง และ Passive Fund 1 กอง ที่มีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย


- ES-INDAE: กองทุนเปิดอีสท์สปริง India Active Equityของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” อย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)’ ที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Global Services Limited


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 ก.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Financials 28.94%

  • Consumer Discretionary 19.86%

  • Information Technology 9.15%

  • Health Care 8.57%

  • Materials 8.45%


“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ICICI Bank Ltd 5.6%, 2) Infosys Ltd 3.75%, 3) HDFC Bank Ltd 3.72%, 4) Reliance Industries Ltd 2.94% และ 5) Mahindra & Mahindra Ltd 2.67% ตามลำดับ”



- ถัดมาเป็น ABIG: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเดีย โกรท ฟันด์ ของบลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนในกลุ่ม India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย หรือประกอบกิจการในอินเดีย หรือบริษัทที่มีรายได้หรือกำไรในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในอินเดีย ผ่านกองทุนหลัก abrdn SICAV I - Indian Equity Fund Z Acc USD ที่บริหารจัดการโดย abrdn Investments Luxembourg S.A.


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 ก.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Financials 31.75%

  • Consumer Discretionary 13.77%

  • Communication Services 9.01%

  • Materials 8.84%

  • Information Technology 7.71%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) HDFC Bank Limited 10.11%, 2) ICICI Bank Ltd 8.52%, 3) Bharti Airtel LTD 6.65%, 4) Mahindra & Mahindra Ltd 4.80% และ 5) Infosys Ltd 3.67% ตามลำดับ”


- มาต่อกันด้วย KFINDIA-A: กองทุนเปิดกรุงศรีอินเดียอิควิตี้-สะสมมูลค่าของบลจ.กรุงศรี เป็นกองทุนในกลุ่ม India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ที่อยู่ในอนุทวีปอินเดีย ได้แก่ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และบังคลาเทศ ผ่านกองทุนหลัก FSSA Indian Subcontinent Fund (Class III USD)’ ที่บริหารจัดการโดย First Sentier Investors (Ireland) Limited


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 ก.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Financials 34.7%

  • Consumer Discretionary 15.9%

  • Industrials 12.6%

  • Consumer Staples 9.8%

  • Materials 8.2%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ICICI Bank Limited 8.2%, 2) Kotak Mahindra Bank Limited 7.0%, 3) HDFC Bank 5.9%, 4) ICICI Lombard General Insurance Co. Ltd. 4.8% และ 5) Maruti Suzuki India Limited 3.7% ตามลำดับ”



-  ปิดท้ายกันด้วย TISCOIN: กองทุนเปิด ทิสโก้ อินเดีย อิควิตี้ของบลจ.ทิสโก้ เป็นกองทุนในกลุ่ม India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี “MSCI India Total Return” ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI India ETF’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock Fund Advisors


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 7 พ.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Financials 29.47%

  • Consumer Discretionary 12.62%

  • Industrials 9.38%

  • Information Technology 9.08%

  • Energy 8.93% 


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) HDFC BANK LTD 8.15%, 2) RELIANCE INDUSTRIES LTD 6.58%, 3) ICICI BANK LTD 5.19%, 4) BHARTI AIRTEL LTD 3.76% และ 5) INFOSYS LTD 3.59% ตามลำดับ”


สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว “ราคาสมเหตุสมผล” เชื่อว่า “หุ้นอินเดีย” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ในการเพิ่มโอกาสผลตอบแทนในระยะยาวให้กับเงินลงทุนของคุณ


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’