แนะ “กระจายการลงทุน” รับมือความผันผวน...ชู “REIT-Infra” & “หุ้นญี่ปุ่น” จะมาแรงรับศก.ฟื้น !!!
เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีเศรษฐกิจสหรัฐเป็นผู้นำในครั้งนี้ จนทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ” ก็ออกมาส่งสัญญาณที่จะทำ QE Tapering ก่อนสิ้นปีนี้ แม้ว่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
พร้อมกับธีมการฟื้นตัวนี้ ก็ยังมีสินทรัพย์บางประเภทที่ยัง “Laggard” และมีโอกาสที่จะปรับตัวได้ดีหลังจากนี้ด้วยเช่นกัน
หนึ่งในนั้น คือ “REIT-Infra” ทั่วโลก และอีกหนึ่งก็คือ “หุ้นญี่ปุ่น”
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอัพเดทให้ฟังกัน
“บลจ.ไทยพาณิชย์” คาด “REIT-Infra” จะกลับมา Outperform หุ้นโลก
โดย “ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด มองว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” เริ่มพิจารณาการลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ (QE) และแนวโน้มการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศหลักๆ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นและยังคงเป็นปัจจัยบวกในระยะถัดไป ในส่วนของตลาด “REITs” และ “Infra” จะสามารถกลับมา outperform ตลาดหุ้นโลกด้วย “ธีม recovery” จากภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นจากปัจจัยหลัก ๆ เช่น การเปิดเมืองในบางประเทศที่มีแนวโน้มเป็นไปค่อนข้างเร็ว รวมถึงผลประกอบการของ REIT ทั่วโลกที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/20 กำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากการปรับประมาณการ Earnings ของ REIT ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นหลังจากเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการ Lockdown เป็นต้น

(ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย)
ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ในช่วงแรกความกังวลต่อการระบาดของ COVID-19 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจะมีอิทธิพลต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งทำให้เกิดการปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการติดเชื้อของประชากรที่เพิ่มขึ้นจนระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้ ในขณะที่การกระจายการฉีดวัคซีนยังคงล่าช้าทำให้โอกาสการกลับมาเปิดประเทศในช่วงปลายปียังมีความท้าทายอยู่มาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนก.ค.การฉีดวัคซีนจะมีการเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ติดเชื้อภายในประเทศมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป
“และคาดว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกให้กับตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในเรื่องการลดวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ สงครามทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และเสถียรภาพของรัฐบาลจากการชุมนุมประท้วงที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนั้นแนะนำนักลงทุนกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความผันผวนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า”
“บลจ.วรรณ” แนะกระจายลง “หุ้นญี่ปุ่น” 10 – 15%
เช่นดียวกับ “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด การจัดสรรเงินเพื่อกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศช่วงนี้ ยังเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทยังคงแนะนำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทยังคงมุมมองเชิงบวกในตลาดหุ้นแถบเอเชีย โดยกระจายการลงทุนให้ “หุ้นญี่ปุ่น” ไม่เกิน 10%-15% ของพอร์ต เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในช่วงหลังของปีนี้ นอกจากนี้หากเปรียบเทียบกับ “ประเทศพัฒนาแล้ว (DM)” อย่างเช่นสหรัฐ ญี่ปุ่นลงทุนด้านดิจิตอลน้อยมาก แต่จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ได้เริ่มพิจารณาลงทุนดังกล่าวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำกำไร ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีการสนับสนุนเพื่อพลิกฟื้นให้ญี่ปุ่นกลับมาเติบโตอีกครั้ง ควบคู่กับการโปรโมทด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของโลกที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

(พจน์ หะริณสุต)
“ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจจะไม่สร้างผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่นมากนักเนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เป็น Net cash เพราะฉะนั้นผลกระทบเรื่อง Bond yield ค่อนข้างจำกัดกว่าบริษัทที่เป็น New debt ขณะที่ในมุมมองของ ‘ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)’ โอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยมีน้อย จากอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นต่ำมาเป็นระยะเวลานานและห่างไกลจากเป้าหมายที่ระดับ 2%”
ถือเป็นอีก 2 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจรับเศรษฐกิจโลกฟื้น แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของการ “กระจายการลงทุน” อย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความผันผวนจาก “QE Tapering” ที่อาจมีขึ้นได้ ซึ่งจะไม่ทำให้การลงทุนของคุณสะดุดไปแต่ประการใด
