ชู 3 ตลาดหุ้น “สหรัฐ-ตลาดเกิดใหม่-จีน (A-Share)’ เด่นสุด...รับ ‘QE Tapering’ !!!
ถือว่าเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด กับประเด็นที่ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” จะมีการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)
เพราะประเด็นดังกล่าว อาจทำให้สินทรัพย์หลายๆ อย่างมีการ “ปรับตัวขึ้น” และ “ลดลง” ได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์
ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 27 สิงหาคม 2564) “เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณเป็นที่ชัดเจนว่าจะเริ่มการเห็นการปรับลด QE ในช่วงก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมอง “ตลาดหุ้น” หลังจากนี้และ “การจัดพอร์ต” การลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
มาตรการปรับลด QE…อาจไม่ได้ส่งผลรุนแรงอย่างที่ตลาดคาด
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า การปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นแค่เพียง ‘ระยะสั้น’ ตามข่าวแต่ไม่มากนัก
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ไม่ใช่ของใหม่-ไม่ใช่ครั้งแรก-ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์”...3 สิ่งที่ทำให้ตลาดไม่ตื่นตระหนก
เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟดได้ทำออกมา โดยครั้งแรกในปี 2557 ทั้งการทำ QE และtaper ที่ทำให้ตลาดตกใจเป็นผลมาจากตลาดยังไม่มีความเข้าใจจึงไม่แปลกนักที่หลังจากการทำ QE มาต่อเนื่องและพอเกิดการทำ taper จึงสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ตลาด
“ประกอบกับในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์ตลาดมากนัก เพราะการประกาศของธนาคารกลางสหรัฐฯได้เริ่มมีการส่งสัญญาณให้ตลาดได้รับรู้มาตั้งแต่ช่วง 2 -3 เดือนที่ผ่านมา จึงทำให้ตลาดค่อยๆ ซึมซับข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องและพยายามสร้างเซนติเม้นต์ที่ดีให้แก่ประชาชนและนักลงทุน”
ซึ่งมีส่วนทำให้ตลาดอาจไม่ได้กังวลกับการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มากนักและโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจาก “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” จำนวนมากก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ดีแนวโน้มอาจจะมีไหลออกมาบ้างแต่อาจจะไม่มากนัก
“บอนด์ยีลด์”...สินทรัพย์ที่อาจได้รับผลเชิงบวก
แต่ผลกระทบที่ชัดเจนคาดว่าจะเป็นผลกระทบต่อ “อัตราผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตร (บอนด์ยีลด์)” เนื่องจากในปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ปริ้นท์เงินออกมาค่อนข้างเยอะและยังคงเข้าไปซื้อสินทรัพย์จนกดบอนด์ยีลด์ให้อยู่ระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเมื่อความต้องการซื้อบอนด์ดังกล่าวหายไป อาจทำให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นได้บ้างแต่อาจไม่เป็นนัยสำคัญ

“สำหรับคาดการณ์กรอบระยะเวลาของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จะเริ่มเห็นได้ในช่วงปลายปีนี้หรือเดือนธันวาคม 64 โดยจะเป็นในรูปแบบเริ่มทยอยลดวงเงินลงในแต่ละเดือนจากปัจจุบันยังอัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในปี 65 ทั้งปีเพื่อลดวงเงินให้เหลือศูนย์”
“หุ้น”...ยังคงเป็นสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
โดยภาพรวมการลงทุนสินทรัพย์ที่น่าสนใจยังคงเป็น “หุ้น” แม้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะเห็นการผันผวนของราคาสินทรัพย์ได้จากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) แต่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำจึงทำให้สินทรัพย์อย่างเงินฝากและบอนด์ยีลด์ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำตามไปด้วย ทำให้หุ้นคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี
3 ตลาดหุ้นที่น่าสนใจ...“หุ้นสหรัฐฯ-หุ้นตลาดเกิดใหม่-หุ้นจีน (A-Share)”
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ประกอบไปด้วย “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” เนื่องจากพื้นฐานและศักยภาพการทำกำไรที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งหลายอุตสาหกรรมธุรกิจที่มีการเติบโตได้ดีในระยะยาวอย่างกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่ม R&D และกลุ่มที่สนับสนุนภาคเศรษฐกิจใหม่ ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์แพร่ของไวรัส COVID-19 ให้เทรนด์ธุรกิจมาได้รวดเร็วขึ้น
“ถัดมา ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)’ ก็ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในหลายๆ ประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและการแจกจ่ายวัคซีนก็มีทิศทางที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน จึงอาจทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้ในเร็วนี้ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในสหรัฐฯและยุโรปหากจำเป็นที่จะต้องมีการฉีดเข็มที่ 3 ก็อาจทำให้การแจกจ่ายวัคซีนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ไม่เพียงพอได้”
ส่วน “ตลาดหุ้นจีน” ภาพลงทุนเป็นระยะยาวก็ยังน่าสนใจแต่นักลงทุนอาจจะต้องโฟกัสไปที่ตลาดหุ้น ‘A-Share’ มากกว่า ‘H-Share’ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาตรการและนโยบายที่รัฐบาลจะออกมาควบคุมหรือจัดระเบียบค่อนข้างน้อย รวมถึงราคาหุ้นก็ยังไม่แพง
“แม้ว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)’ จะเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูมาตลอด แต่สิ่งที่เฟดพยายามทำคือทำให้นักลงทุนและประชาชนมีเซนติเม้นต์ที่ดีกับมาตรการดังกล่าว จึงทำให้การกระทำในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเชิงลบต่อตลาดมากนักเหมือนในอดีต ‘การจัดสรรเงินลงทุน’ อย่างเหมาะสมจึงเป็นการเตรียมตัวรับมือที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน”
