Official Update :

ชู 2 ธีมเด่น “เอเชีย”… “ตลาดตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” ฟื้นตัว “หุ้นฮ่องกง” กลับมาน่าสนใจ !!!

Fun of Funds: ในช่วงไตรมาสที่4/25 ภูมิทัศน์การลงทุนใน “เอเชีย” มีสัญญาณเชิงบวกหลายประการที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน


ทั้งส่วนต่างเครดิตของสหรัฐที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง และวัฏจักรดอกเบี้ยในประเทศต่างๆ ที่เริ่มผ่อนคลาย


ปัจจัยเหล่านี้หนุนให้ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” (EMB: Emerging Market Bond) กลับมาได้รับความสนใจ เพราะให้ “ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย” ที่สูงขึ้น พร้อมประโยชน์ด้านการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนที่สมดุล


นอกจากนี้ ยังเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนใน “ตลาดชายขอบ” (Frontier Markets) ซึ่งมีผลตอบแทนสูงได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นและโอกาสรีไฟแนนซ์ที่ดีขึ้น ส่งผลให้กลยุทธ์ที่กล้าเลือกลงทุนในตลาดกลุ่มนี้เริ่มเห็นผลตอบแทนที่เด่นชัดขึ้นเช่นกัน


โดยทาง “Morningstar” ชู 2 สินทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” (EMB) และ “หุ้นฮ่องกง” พร้อมคัดเลือก “กองทุนเด่น” มาฝากกัน


เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


เปิด 4 “กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” ที่โดดเด่น

“บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า สำหรับ 4 “กองทุนตราสารตลาดเกิดใหม่” ที่โดดเด่นน่าสนใจ ประกอบด้วย

1) “UBS Emerging Markets Global Bond” ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ออกเป็น “สกุลเงินแข็ง” (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีทีมบริหารที่ช่ำชองในสินทรัพย์กลุ่มนี้ จุดต่างคือ “ความกล้าตัดสินใจ” ลงทุนในบาง “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) ซึ่งในช่วงเวลาการบริหารที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ดี การจัดสรรเช่นนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มศักยภาพผลตอบแทน แต่ยังยอมรับความผันผวนที่สูงขึ้นได้


“เหมาะกับพอร์ตที่ต้องการรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงกว่าและการกระจายความเสี่ยงนอก ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ (DM: Developed Market) ควรติดตามความเสี่ยงเฉพาะประเทศ (Country Risk) และวัฏจักรดอลลาร์สหรัฐที่ยังมีอิทธิพลต่อราคาตราสารหนี้สกุลเงินแข็งด้วยเช่นกัน”


2) “BEA Union Investment Asian Strategic Bond” เน้นกลยุทธ์นี้ผสานการมองแบบ “Top Down” (ภาพมหภาค) เข้ากับ “Bottom Up” (วิเคราะห์เครดิตเชิงลึก) ลงทุนหลักในผู้ออกตราสารระดับ “ลงทุนได้” (Investment Grade) สกุลเงินแข็ง แต่เปิดช่องจัดสรรได้สูงสุด 20% ไปยังตราสารหนี้ “ผลตอบแทนสูง” (High Yield) จุดเด่นคือการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง นับตั้งแต่ปี2017 สามารถหลีกเลี่ยงเหตุผิดนัดชำระหนี้จากการลงทุนได้ตลอดมา



“โพรไฟล์ความเสี่ยงสมดุล เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ประจำและเสถียรภาพ จุดแข็งอยู่ที่วินัยการคัดเลือกเครดิตและกรอบควบคุมความเสี่ยงที่เข้มงวดนั่นเอง”


3) “PineBridge Asian High Yield Total Return Bond” เน้นลงทุนโดย “ไม่ยึดตามดัชนี”(benchmark‑agnostic) มุ่งหาโอกาสหลากหลายทั่วเอเชีย เช่น พลังงานหมุนเวียนในอินเดีย และ ธุรกิจเกมในมาเก๊า ที่คัดเลือกด้วยมุมมองเครดิตอย่างรอบคอบ ที่สำคัญ กองทุนสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาคอสังหาฯ จีน ได้ทันท่วงที ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดดเด่นเมื่อเทียบกับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน แม้จะโฟกัสที่ “ตราสารผลตอบแทนสูงคุณภาพดีกว่า” ซึ่งอาจจำกัด upside บางช่วงเวลา


“เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนรวมและยอมรับความผันผวนมากกว่า ‘กองทุนเกรดลงทุน’ (Investment Grade) การคัดเลือกเครดิตอย่างเข้มช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในบางประเทศ/อุตสาหกรรม”


4) “HSBC GIF India Fixed Income” เน้นค้นหาโอกาสลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่น” และ “ตราสารหนี้ภาคเอกชน” ของ “อินเดีย” โดยมีผู้จัดการใหม่ที่มีประสบการณ์ตรงกับตลาด จุดเด่นคือการเข้าถึง “ตลาดตราสารหนี้อินเดีย” ซึ่งกำลังเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งจากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านผู้ลงทุนต่างชาติ และการถูกบรรจุในดัชนีตราสารหนี้ตลาดเกิดใหญ่ ๆ


“เหมาะกับนักลงทุนที่เปิดรับเชิงลึกต่อธีม ‘อินเดีย’ ซึ่งมีโครงสร้างการเติบโตระยะยาว ความผันผวนของค่าเงินรูปีและนโยบายภายในประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามด้วยเช่นกัน”


เปิด 2 “กองทุนหุ้นฮ่องกง” ที่โดดเด่น

ส่วน “ตลาดหุ้นฮ่องกง” เริ่มเห็นสัญญาณ “กลับมาปรับมูลค่า” (rerating) โดยมีแรงหนุนจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากกระแสเงินทุน southbound จากผู้ลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ และแรงสนับสนุนเชิงนโยบาย ฮ่องกงจึงยังเป็น “ประตูสู่โอกาสเชิงโครงสร้างของจีน” สำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดย 2 “กองหุ้นฮ่องกง” ที่โดดเด่นน่าสนใจ ได้แก่

1) “JPMorgan SAR Hong Kong” มีผู้จัดการใหม่ที่ใช้แนวทาง “Core” เปิดรับทั้งบริษัทจีนที่จดทะเบียนนอกประเทศ และบริษัทที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง มุ่งสร้างพอร์ตหลักที่สมดุลระหว่างโอกาสเติบโตและคุณภาพงบดุล


“เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการเปิดรับธีมจีนผ่านตลาดฮ่องกง เน้นกระจายตัวในชื่อหุ้นหลักๆ พร้อมกรอบความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น”


2) “HSBC GIF Hong Kong Equity” เน้นใช้กระบวนการลงทุนแบบ “Quality Growth” มุ่งค้นหา “ผู้ compound ผลตอบแทนระยะยาว” ภายในจักรวาลหุ้นฮ่องกง โฟกัสที่คุณภาพธุรกิจ ความยั่งยืนของกระแสเงินสด และความสามารถในการเติบโตต่อเนื่อง


“เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นคุณภาพและการเติบโตระยะยาว การคัดเลือกเชิงโครงสร้างช่วยกรองความผันผวนในช่วงตลาดปรับฐาน”


สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพและราคายังไม่แพง “เอเชีย” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งภาวะส่วนต่างเครดิตต่ำ, ดอลลาร์อ่อน, ดอกเบี้ยในประเทศผ่อนคลาย เป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” – “ตลาดชายขอบ” นอกจากนี้ยังมี “หุ้นฮ่องกง” ที่น่าสนใจ ได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องและนโยบาย พร้อมทำหน้าที่เป็นประตูสู่โอกาสระยะยาวของจีนนั่นเอง

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Most Viewed
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75% “TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45% ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36% แนะโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
CPF–Bosch ต่อยอดความร่วมมือ ใช้ Data–AI ยกระดับการผลิตอาหาร หนุนเป้าหมาย Net-Zero
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่น ดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ. ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่ ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วม พยุงประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤต พักหนี้-เติมสภาพคล่อง ลดผลกระทบ หนุนกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-หุ้นอิงกำลังซื้อภายใน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us