“หุ้นใหญ่” ถูก “หุ้นกลาง-เล็ก” ทิ้งห่างกว่า 3 ปีแล้ว...แต่ปีนี้มีเฮ “กองหุ้นไทย” เขียวยกแผง !!!
ใครที่ลงทุนใน “กองหุ้นไทย” ช่วง 8 เดือนแรกนี้ น่าจะแฮบปี้ไปตามๆ กัน เพราะถือว่าผลงานในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ยกขบวนกันเขียวยกแผง
ตามทิศทางของ “ตลาดหุ้นไทย” ที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเช่นกัน SET TRI +15.66%, SET50 TRI +11.25%, SET100 TRI +13.05% โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกลาง-เล็กเรียกว่า “บวกกันกระจาย” sSET TRI +52.51% และ mai TRI +58.01%
แม้แต่ “กองหุ้นไทย” ที่อยู่ท้ายตารางก็ยังมีผลตอบแทนเป็นบวกได้ 4.85 – 6.97% แม้จะไม่มากเท่ากับกลุ่มหัวขบวนก็ตาม
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาอัพเดทกัน
“หุ้นกลาง-เล็ก” ทิ้งห่าง “หุ้นใหญ่” มากว่า 3 ปีแล้ว
ปรากฏการ “หุ้นกลาง-เล็ก” ทิ้งห่าง “หุ้นใหญ่” ในช่วง 8 เดือนแรกนี้แบบไม่เห็นฝุ่นนั้น เป็นภาพที่ต่อเนื่องมาจากในอดีตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่าน “ผลตอบแทนรวม (TRI)” ของดัชนีหุ้นแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี
“ในช่วงย้อนหลัง 3 ปี (ณ วันที่ 31 ส.ค. 21) ผลตอบแทนรวม SET TRI +4.43% ยังบวกอยู่เล็กน้อย ในขณะที่ ‘กลุ่มหุ้นใหญ่’ SET50 TRI -5.29% ส่วนดัชนี ‘กลุ่มหุ้นกลาง-เล็ก’ อย่าง sSET TRI +30.43% และ mai TRI +29.25% สะท้อนถึงผลงานที่แตกต่างกันของหุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ใครที่ลงทุนในกลุ่มหุ้นใหญ่ก็คงต้องทำใจไปตามๆ กัน”

จากข้อมูลที่ผ่านมาจึงไม่น่าแปลกใจว่าในช่วง 2 ปีมานี้ กลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” จะเป็นกลุ่มที่มีผลงานโดดเด่นติดต่อกันแทบทุกปี รวมทั้งช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ด้วยเช่นกัน หากจำแนกประเภทของ “กองทุนหุ้น” ตาม “สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)” ก็ยังคงสะท้อนภาพดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี
โดยกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ทำผลตอบแทนเฉลี่ยช่วง 8 เดือนแรกได้สูงสุด 29.71% ตามมาด้วยกลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” เฉลี่ย 15.18%, กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” เฉลี่ย 12.25% และสุดท้ายกลุ่ม “กองดัชนี SET50” เฉลี่ย 10.66%
“กอง SCBDVP” ท้ายขบวนกลุ่ม “กองหุ้นใหญ่”...ทำผลตอบแทนได้ 4.85%
หากแบ่งตามประเภทของ “Morningstar” กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” จาก 363 กองนั้น มีอยู่ 252 กอง ที่แพ้ SET TRI ที่+ 15.66% คิดเป็น 69.42% ของกองหุ้นใหญ่ทั้งหมด 363 กอง โดยกลุ่มที่แพ้นั้นทำผลตอบแทนอยู่ในช่วง 4.85-15.64%
โดยกองทุนท้ายตารางในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล) (SCBDVP)” ของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ทำผลตอบแทนได้ 4.85%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนหุ้นไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม ซึ่งจะเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ณ สิ้นก.ค.21 มีการลงทุนในหุ้น 98.12%”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากที่สุด (ณ 30 ก.ค. 21) ได้แก่
1.พลังงานและสาธารณูปโภค 22.87%
2.พาณิชย์ 10.84%
3.พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 7.59%
4.ธนาคาร 7.55%
5.อาหารและเครื่องดื่ม 7.25%

“กอง ABLTF 70/30” รั้งท้ายกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก”...ทำผลตอบแทนได้ 6.97%
ในส่วนของกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” นั้น ที่แพ้ SET TRI ที่ +15.66% มี 18 กอง คิดเป็น 19.35% จากทั้งหมด 93 กอง โดยกลุ่มที่แพ้ทำผลตอบแทนได้ 6.97 -15.36%
โดยกองทุนที่รั้งท้ายในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดอเบอร์ดีน หุ้นระยะยาว 70/30 (ABLTF 70/30)” ของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สอตนดาร์ด (ประเทศไทย)’ ทำผลตอบแทนได้ 6.97%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% และไม่เกิน 70% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน สำหรับการลงทุนส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้หรือทรัพย์สินอื่นที่สำนักงานก.ล.ต.อนุญาตให้ลงทุนได้ ณ สิ้นเดือนก.ค.21 มีการลงทุนในหุ้น 67.2%, ตราสารหนี้ 30.8% ที่เหลือเป็นเงินฝากและอื่นๆ อีก 2.0%”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแรก (ณ 30 ก.ค. 21) ได้แก่
1.พลังงานและสาธารณููปโภค 14.3%
2.พาณิชย์ 12.2%
3.ธนาคาร 6.5%
4.พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 5.7%
5.วัสดุก่อสร้าง 4.3%
สุดท้าย ต้องย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นเพียงผลการดำเนินงานในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ตัดเอามาดูเท่านั้น “หุ้น” แต่ละสไตล์ แต่ละประเภทก็จะมีวงจรที่ดีของตัวเองแตกต่างกันออกไป ที่สำคัญการลงทุนนั้นก็ต้องเป็นไปตาม “นโยบายการลงทุน” ด้วยเช่นกัน ปีนี้ถือว่าในภาพรวม “กองหุ้น” ทำผลงานได้ดีกันถ้วนหน้าบวกยกแผง มากบ้าง-น้อยบ้างแตกต่างกันออกไป แต่การลงทุน “ระยะยาว” ในหุ้นยังเป็นทางเลือกที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง
