“B-BHARATA” เปิดประตูสู่ “หุ้นภารตะ” กับ “Story of Growth” รับโอกาสการเติบโตครั้งใหม่ !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’ (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “India Equity” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในอินเดีย
ล่าสุด “อินเดีย” มีขนาดเศรษฐกิจแซงหน้า “ญี่ปุ่น” ขึ้นเป็น “อันดับ4” ของโลกแล้ว โดยมี GDP ประมาณ 4.18 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแซง “เยอรมนี” ขึ้นเป็น “อันดับ3” ภายใน 2-3 ปีจากนี้ ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังโตสูงต่อเนื่อง
โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างมีมุมมองเชิงบวกว่าอินเดียจะยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก
นั่นทำให้ “หุ้นอินเดีย” ในปี26 นี้ ถูกมองเป็นปีแห่งการ "ฟื้นตัวและกลับมาโดดเด่น" (The Comeback Year) หลังจากที่ในปี25 ตลาดเผชิญกับความผันผวนและ Perform ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่ “ถูกลง-แม้ยังสูง” และน่าสนใจขึ้น
ปัจจุบัน “หุ้นอินเดีย” มี Forward 12M P/E ที่ 22.08 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.45 เท่า โดยคาดการณ์กำไรบจ.ปีนี้จะโต +14.96% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 2 ม.ค. 26)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นอินเดีย” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง “Morningstar” มาฝากกัน

“B-BHARATA” เปิดประตูสู่ “หุ้นภารตะ” โอกาสการเติบโตครั้งใหม่
สำหรับกองทุนรวมที่จะแนะนำในครั้งนี้ มีชื่อว่า “B-BHARATA: กองทุนเปิดบัวหลวงภารตะ” บริหารจัดการโดย ‘บลจ.บัวหลวง’ มีความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) จัดตั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2560 มีนโยบายเน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในอินเดียเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการเพิ่มค่าของเงินลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Nippon India Equity Fund, USD Class I’ ที่บริหารจัดการโดย Nippon Life India Asset Management (Singapore) Pte. Ltd.

หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘B-BHARATA’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
หน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 31 ต.ค. 25) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย
-
Financials 29.86%
-
Consumer Discretionary 18.72%
-
Industrials 13.18%
-
Health Care 7.55%
-
Information Technology 7.15%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) HDFC BANK LIMITED 7.77%, 2) ICICI BANK LTD 4.79%, 3) RELIANCE INDUSTRIES LTD 4.56%, 4) AXIS BANK LTD 3.68% และ 5) BHARTI AIRTEL LTD 3.54% ตามลำดับ”

“ในด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘B-BHARATA’ ตั้งแต่จัดตั้งกอง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 25) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.14% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 7.29% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานอยู่ที่ 16.37% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 18.19% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปี กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -22.84%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 500 บาท เท่านั้น
สำหรับเงื่อนไขการซื้อขั้นต่ำของหน่วยลงทุน “B-BHARATA” ใน “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” จะอยู่ที่ 500 บาท ขณะที่การขายหน่วยลงทุนนักลงทุนสามารถทำได้โดยไม่มีกำหนดเงื่อนไขการขายขั้นต่ำและยอดคงเหลือขั้นต่ำแต่ประการใด แต่ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนจะได้ภายใน 4 วันทำการ นับตั้งแต่วันทำการถัดจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน (T+4)

ส่วนรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายๆ โดยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์ผ่านสาขาธนาคารกรุงเทพ, บริษัทจัดการ, ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน และในส่วนของช่องทางออนไลน์ อย่าง โมบายแอพฯ Bualuang iBanking และ Bangkok Bank Mobile Banking
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในประเทศที่มี “Story of Growth” มีพื้นฐานรองรับ เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เชื่อว่า “หุ้นแดนภารตะ” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่วัฏจักรกำไรบจ. (Earnings Cycle) เริ่มกลับมาเป็น “ขาขึ้น” อีกครั้ง ประกอบกับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หนุนให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตในระดับสูง จึงทำให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในปีนี้เช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
