เจาะพอร์ต QHHRREIT กับ 4 สินทรัพย์ บน Super Prime Location ของกรุงเทพฯ เมื่อทำเลหายาก กลายเป็นความได้เปรียบ

แม้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ “ทำเล จะเป็นปัจจัยที่คนมักให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ แต่ปัจจุบันการมีทำเลดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว คือ ความหายาก


โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์หรือ Super Prime Location ของกรุงเทพฯ อย่าง ชิดลม เพลินจิต สุขุมวิท สีลม หรือประตูน้ำ ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจหลัก (Central Business District : CBD) ซึ่งถูกพัฒนาไปเกือบเต็มศักยภาพแล้ว การจะมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิมจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความคุ้มค่าของสินทรัพย์ที่ทดแทนได้ยากหรือ Value of Scarcity อย่างแท้จริง


QHHRREIT หรือ
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์

คือหนึ่งในกองทรัสต์ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจน เพราะ QHHRREIT ไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทั่วไป แต่เป็นสินทรัพย์ในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ที่หาได้ยากและมีความต้องการสูงสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของผลตอบแทนในระยะยาว


4 ขุมทรัพย์ระดับ Super Prime Location

หัวใจสำคัญของ QHHRREIT คือการครอบครองสินทรัพย์หลัก 4 โครงการ ในทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น Super Prime Location ของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่เพียงหายากในเชิงที่ตั้ง แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้และผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว


1.โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ

โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ เป็นโรงแรมในย่านประตูน้ำซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นและแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกอย่าง Central World และ Platinum ฯลฯ โดยเป็นจุดหมายของนักช้อปนานาชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหนาแน่นที่สุดของกรุงเทพฯ ตลอดทั้งปี เนื่องจากรายล้อมด้วยศูนย์การค้า โรงแรม และเส้นทางคมนาคมหลัก อีกทั้งยังเชื่อมต่อย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งราชประสงค์ ชิดลม สยาม และอโศก ใกล้ BTS ชิดลม และราชดำริ และ Airport Rail Link พญาไท ในระยะเดินเท้า 15 นาที ส่งผลให้โครงการมีอัตราการเข้าพักอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ปี 2566 ซึ่งอยู่ในช่วงปรับปรุงใหญ่ของโรงแรม (Major Renovation) อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 72% ปี 2567 อยู่ที่ 86% ล่าสุดงวด 9 เดือน ปี 2568 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 88%


2.โครงการเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10

โครงการเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10 เป็นโรงแรม ตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศก และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสุขุมวิท ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมถึงอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าสำคัญ เช่น เทอร์มินัล 21 อาคารเอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์ และอาคารอินเตอร์เชนจ์ เป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่ผสมผสานความสงบเป็นส่วนตัวเข้ากับสีสันของย่านอโศก-สุขุมวิท ส่งผลให้โครงการสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กรและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาวที่มองหาความสะดวกสบายคู่กับความสงบ


โดยกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ให้ความสำคัญกับทำเล ความสะดวกในการเดินทาง และฟังก์ชันการอยู่อาศัยมากกว่าปัจจัยด้านราคา ทำให้โครงการสามารถรักษาระดับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) ได้ดีในระยะยาว ขณะเดียวกันอัตราการเข้าพักทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้ในปี 2566 -2568 จะยังอยู่ในช่วงปรับปรุงใหญ่ของโรงแรม (Major Renovation) ก็ตาม โดยปี 2566 อยู่ที่ 81% ปี 2567 อยู่ที่ 81% ล่าสุดงวด 9 เดือน ปี 2568 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 82%


3.โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม

โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม เป็นโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ในย่านสีลม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญกรุง   ใกล้ท่าเรือสาทรและรถไฟฟ้าบีทีเอส สะพานตากสิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินที่สำคัญของประเทศ โดยพื้นที่โซนนี้มีความต้องการเข้าพักอย่างต่อเนื่องจากทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กร นักธุรกิจ รวมถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทำให้สีลมเป็น Financial District ที่ความต้องการไม่เคยหายไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวทั้งการทำงานและการพักผ่อน รองรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบวิถีชีวิตริมน้ำและย่านบางรัก


โดยในปี 2567 มีการลงทุนปรับปรุงใหญ่ของโรงแรม (Major Renovation) เพื่อยกระดับคุณภาพและรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ขณะเดียวกันด้วยข้อจำกัดด้านที่ดินและผังเมืองของย่านสีลม ส่งผลให้การพัฒนาโรงแรมหรือเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ใหม่ในระดับเดียวกันเป็นไปอย่างจำกัดโดยปี 2567 (7 มิ.ย. – 31 ธ.ค. 67) มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 51.5% (กองทรัสต์ได้ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในโครงการนี้ ตั้งแต่ 7 มิ.ย. 67) และล่าสุดงวด 9 เดือน ปี 2568 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปรับขึ้นสูงถึง 86%


4.โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม

โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ใกล้กับถนนสีลม เพลินจิต และสาทร รวมถึงสวนสาธารณะลุมพินี ใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์อย่าง Velaa และสำนักงานชั้นนำหลากหลายแห่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ทำเลที่สามารถผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับ CBD ชั้นในได้อย่างลงตัว โดยถนนหลังสวนยังเป็นทำเล Super Prime CBD ที่หายากของกรุงเทพฯ และแทบไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มเติม ส่งผลให้สินทรัพย์แห่งนี้มีคุณลักษณะของ “Scarcity Asset” อย่างชัดเจน


ขณะเดียวกัน โรงแรมยังเดินทางได้อย่างสะดวกด้วยสถานีรถไฟฟ้าชิดลมและราชดำริ ในระยะเดินเท้าประมาณ 5-12 นาที โดดเด่นด้วยห้องพักขนาดใหญ่ที่หาได้ยากในย่านใจกลางเมือง ทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทั้งกลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักธุรกิจ ส่งผลให้อัตราการเข้าพักอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 90% ล่าสุดงวด 9 เดือน ปี 2568 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 91%


โดยสรุปแล้วทั้ง 4 สินทรัพย์ของ QHHRREIT มีจุดแข็งร่วมที่สำคัญ คือการตั้งอยู่ในทำเล Super Prime Location ซึ่งแทบไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนปรับปรุงสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ส่งผลให้สินทรัพย์สามารถสร้างกระแสรายได้จากการดำเนินงานได้สม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือน “High Barrier to Entry” ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตของ QHHRREIT


เบื้องหลังความสำเร็จ คือ ทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญ

ความแข็งแกร่งของ QHHRREIT ไม่ได้มาจากคุณภาพของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจลูกค้าทุกเซกเมนต์และการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มเพื่อดึงดูดให้คนเข้าพักได้ตลอดทั้งปี และความเข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมเป็นอย่างดีบนพื้นที่ Super Prime Location ซึ่งสะท้อนผ่านกลยุทธ์ภายใต้การบริหารงานโดยมืออาชีพจากแบรนด์ “Centre Point”  โดยทีมผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพอย่าง บริษัท เซนเตอร์ พอยต์ ฮอสพิทอลิตี้ จำกัด (CPH) และผู้จัดการกองทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมายาวนานในการบริหารโรงแรมและบริหารกองทรัสต์อย่างมีประสิทธิภาพ


โดยห้องพักทั้ง 178 ห้องของโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม รวมถึงโครงการอื่น ๆ ในพอร์ต ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าห้องพักโรงแรมทั่วไป พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ด้วยรูปแบบห้องพักที่ครบครันและยืดหยุ่น โครงการจึงสามารถดึงดูดทั้งลูกค้าองค์กรรวมถึงนักท่องเที่ยวที่มองหาที่พักคุณภาพที่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านแต่ยังอยู่ในทำเลใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวก ซึ่งตอบโจทย์การเข้าพักระยะกลางถึงยาวได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ QHHRREIT มีฐานรายได้ที่มั่นคง และสามารถรักษาอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว


พร้อมรับอานิสงส์ “การท่องเที่ยว” ฟื้นตัว

ขณะเดียวกันข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการประเมินของคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ยังสะท้อนภาพเดียวกันว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้กลับเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35.5 ล้านคน และในปี 2568 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ราว 34.5 ล้านคน พร้อมสร้างรายได้ได้มากถึง 1.7 ล้านล้านบาท


เมื่อการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัว โรงแรมจะเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโรงแรมในทำเล Super Prime Location ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ QHHRREIT ถือครองอยู่ในพอร์ต จึงมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


การลงทุนใน QHHRREIT จึงไม่ใช่เพียงการถือครองอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่เป็นการลงทุนตามเมกะเทรนด์ด้านการท่องเที่ยว ผ่านสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแรง ตั้งอยู่ในทำเลที่มีอุปทานจำกัด และมีความเสี่ยงด้านการแข่งขันต่ำในระยะยาว


เตรียมเพิ่มทุนเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ต

และเพื่อเสริมศักยภาพให้กับพอร์ตลงทุนยิ่งขึ้น QHHRREIT มีแผนเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ในปี 2569 เพื่อนำเงินไปลงทุนในสิทธิการเช่าโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเป็นการต่ออายุสิทธิการเช่าออกไปอีก 30 ปี (เริ่ม 1 มิถุนายน 2569) ด้วยมูลค่าการลงทุนที่ 1,233.50 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินต่ำสุดถึง 6.1%


การเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาสินทรัพย์เดิม แต่คือการการันตีว่า QHHRREIT จะยังคงมีโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ซึ่งเป็นสินทรัพย์หายากหรือ Scarcity Asset ในทำเล Super Prime CBD ในพอร์ตต่อไปในระยะยาว สะท้อนการลงทุนที่เน้นคุณภาพและความมั่นคงของกระแสรายได้เป็นหลัก


โดยภายหลังการต่อสัญญาครั้งนี้ QHHRREIT จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นราว 21% เกินระดับ 7,400 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ 6,117 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน Freehold ประมาณ 63%


นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยคงเหลือของสิทธิการเช่า (Weighted Average Lease Expired) จะเพิ่มขึ้นจาก 27.2 ปี เป็น 28.6 ปี (คำนวณ ณ 1 มิ.ย. 2569) รวมถึงประมาณการเงินปันผลต่อหน่วย/1 (DPU) คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.67 บาท เป็น 0.74 บาท ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในแง่ของเสถียรภาพและความมั่นคงของกระแสเงินสด


/1 อ้างอิงรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติ สำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570


ดังนั้น การลงทุนใน QHHRREIT จึงไม่ใช่แค่การเลือกลงทุนในกองทรัสต์โรงแรมทั่วไป แต่คือการเลือกครอบครองสินทรัพย์ที่หาทดแทนได้ยากในทำเลที่มีศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ


ด้วยโครงสร้างสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งบน Super Prime Location การต่อสัญญาสิทธิการเช่าระยะยาวเพื่อเพิ่มความมั่นคง พร้อมทีมบริหารที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ บวกกับปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน QHHRREIT จึงเป็นคำตอบสำหรับนักลงทุนที่มองหาสินทรัพย์และกอง REIT คุณภาพ พร้อมสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว


Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us