Official Update :

เปิดประตูสู่ “โอกาสลงทุน” ใน... สินทรัพย์สกุล “USD” กับ “UOB Group” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยกองทุน “Onshore USD” !!!

โดย: ธนาคารยูโอบี และ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)


รู้หรือไม่
?...“De-dollarization” ที่พยายามลดการพึ่งพิง “เงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD) นั้น จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อ USD ในระยะอันใกล้นี้แต่ประการใด


ใครที่คิดว่า “USD” จะไร้ค่ากลายเป็นแบงก์กงเต็ก ลืมไปได้เลย !!!


เพราะใน “ปีม้าไฟ-2026” นี้ สินทรัพย์สกุล “เงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD) ยังคงเป็น "หัวใจหลัก" ของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก


แม้จะมีความผันผวนจากนโยบายเศรษฐกิจและกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ในบางภูมิภาค แต่ความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างยังทำให้สินทรัพย์เหล่านี้น่าสนใจ และยืนหนึ่งเป็น “สกุลเงินหลัก” ของโลกต่อไป


โดยยังคงประโยชน์ที่สำคัญ คือ สภาพคล่องสูง, เป็นที่ยอมรับจากทุกประเทศทั่วโลก และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอ่อนค่า (รักษาอำนาจซื้อในระดับสากล) อีกด้วย


ในช่วง “ค่าเงินบาทแข็งค่า” ผิดปกติเช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการปรับพอร์ตทยอยขยับสู่ “สินทรัพย์สกุลเงิน USD” เป็นอย่างยิ่ง


ทาง UOB Group” จึงชวนพันธมิตรในกลุ่มคือ ธนาคารยูโอบี และ “บลจ.ยูโอบี” มาให้ข้อมูลกับนักลงทุนในงานสัมมนา Introduction to USD Opportunities” ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายที่เป็นประโยชน์ มีอะไรบ้างนั้นไปติดตามพร้อมๆ กันได้เลย


ปี2025 “
Turning Point”…จุดเปลี่ยนแนวโน้ม “การลงทุนโลก”

โดย “บุญนิเศรษฐ์ ธัญวรอนันต์” Head of Investment Consultant บมจ.ธนาคาร ยูโอบี บอกว่า ปีที่แล้ว (ปี 2025) ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) ที่ “หุ้นสหรัฐ” ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าหุ้นในตลาดหลักอื่นๆ เช่น “ตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น” ให้ผลตอบแทนประมาณ 32% “หุ้นเกาหลีใต้” ให้ผลตอบแทนประมาณ 75%, “หุ้นญี่ปุ่น” บวกประมาณ 25% ส่วน “S&P500” บวกประมาณ 17% ซึ่งเหตุผลที่ “ตลาดหุ้นอื่นที่ไม่รวมสหรัฐฯ” ให้ผลตอบแทนมากกว่า “หุ้นสหรัฐ” ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ 


1) ความทนทานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่แข็งแกร่ง แต่มีระดับราคาที่สูงกว่าตลาดหุ้นหลักอื่นๆ โดยมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) อยู่ในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุน “นอกสหรัฐฯ” มากขึ้น


2) ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวของสหรัฐ โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีการลงทุน (CapEx) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งเป็นการสร้างความคาดหวังที่สูงมาก และสร้างความกังวลในเวลาเดียวกัน


3) ราคาประเมินของหุ้นในตลาดหลักอื่นๆ มีราคาที่ถูกกว่า เช่น “จีน” และ “ยุโรป” จึงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับไป อีกทั้งอัตราการจ่ายปันผลของหุ้นในภูมิภาคเอเชียและยุโรปนั้นสูงกว่าสหรัฐฯ


4) เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ส่งผลให้มีเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคอื่น เช่น เอเชีย, ยุโรป, ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และญี่ปุ่น


5) ภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาต่อรองเรื่องกำแพงภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะสั้น


“ปีม้าไฟ-2026” ภาพรวมการลงทุนยังดี ชอบ “หุ้น” แต่ให้กระจายออกจาก “สหรัฐฯ” มากขึ้น...มองเป็นโอกาสกระจายลงทุนจาก “บาท” (
THB) สู่สกุลเงิน “ดอลลาร์สหรัฐ” (USD)

เปิดศักราชใหม่ในเดือนมกราคมปี 2026 แนวโน้มการลงทุนยังคงมีความต่อเนื่องจากปีก่อน โดย “ตลาดหุ้นหลักที่ไม่รวมสหรัฐฯ ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า “หุ้นสหรัฐ” จากปัจจัยเดิมที่ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เช่น ถึงแม้ว่าผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดีกว่าคาด แต่ความคาดหวังของนักลงทุนสูงเกินไป จึงส่งผลให้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ไม่ตอบสนองในแง่บวกเท่าที่ควร ทั้งนี้ทั้งนั้นธนาคารยูโอบีไม่ได้มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่น่าลงทุน เนื่องจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหากตลาดแรงงานชะลอตัวลงและเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอในระยะยาว ธนาคารยูโอบีคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ธนาคารยูโอบีจึงคงการลงทุนในสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมกับกระจายการลงทุนไปยังตลาดหลักอื่นๆ เพิ่มเติม


นักลงทุนจึงควรลงทุนทั้งหุ้นเทคโนโลยีในและนอกอเมริกาควบคู่กัน เนื่องจากเรายังคงอยู่ในยุคทองของ AI แต่ต้องลงทุนในหุ้นบริษัท AI ที่สร้างรายได้ในรูปกระแสเงินสดที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่หุ้นที่สร้างความคาดหวังเพียงอย่างเดียว


“หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ราคาเริ่มอ่อนแรงลงตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ เพราะความคาดหวังที่สูงต่อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 ลดน้อยลง อย่างไรก็ตามหากราคาหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาถึงระดับที่น่าสนใจมากขึ้นก็เป็นโอกาสดีในการกลับเข้าไปลงทุนได้ เนื่องจากยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาว


ในขณะที่ “หุ้นนอกสหรัฐฯ” มีมูลค่าที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ 1)ตลาดเกิดใหม่เอเชีย” (EM Asia) ที่ยังมีการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่โดดเด่น 2) “หุ้นยุโรป” มีความน่าสนใจในเชิงมูลค่า มีหลายบริษัทซื้อหุ้นคืน มีการลงทุนด้านธุรกิจป้องกันประเทศเพิ่มสูงขึ้น สถาบันการเงินยังแข็งแกร่ง และ 3) “หุ้นจีน” ยังคงมีทั้ง "โอกาส” และ “ความเสี่ยง" ที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน แต่ตัวเลขหลายตัวก็ดีขึ้นทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งออก การลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ช่วยให้หุ้นจีนดูดีขึ้นและภาครัฐเองก็ยังให้การสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอีกด้วย


เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกที่ยังไม่มีสกุลอื่นจะเข้ามาแทนได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็น เงินยูโร หรือ เงินหยวน ก็ตาม ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ในกรอบล่าง เป็นโอกาสที่ดีในการทยอยซื้อดอลลาร์สหรัฐ เราบอกไม่ได้ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าอีกหรือไม่ หรือบาทจะหยุดแข็งหรือไม่ แต่ระดับปัจจุบันถือเป็นจุดที่น่าสนใจที่จะกระจายความเสี่ยงออกจากเงินบาทไปสู่เงินดอลลาร์สหรัฐได้ จากสถิติ (ปี 2013 - ปัจจุบัน) ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ กรอบล่างแข็งค่าสุดจะอยู่ประมาณ 28.5 – 29.0 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และเคยอ่อนค่าสุดประมาณ 39.0 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนไทยเลยทีเดียว”


สำหรับกลยุทธ์ในช่วงครึ่งแรกปี 2026 นี้ จะอยู่ภายใต้ 3 ภาพใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่

  • K-Shaped Economy: “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังมีแนวโน้มเป็น “บวก” แต่ต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่งและทนทานต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้

  • Growth Broadening: มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย หุ้นปันผลสูง กระจายสู่หุ้น Defensive มากขึ้น เช่น หุ้นคุณค่า (Value), หุ้นสุขภาพ เป็นต้น

  • AI capex super cycle: Opportunity and Risks: ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว, เน้นในเรื่องคุณภาพหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร, หุ้น AI จีน, และหุ้นที่สามารถประยุต์ใช้ AI ในการสร้างกำไรอย่างเป็นรูปธรรรม มีความน่าลงทุนมากขึ้น


“ธนาคารยูโอบี” ครบเครื่องเรื่องผลิตภัณฑ์การลงทุนใน “สกุลเงินต่างประเทศ”...แนะเริ่มต้นขยับสู่ “สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” ง่ายๆ ด้วย “
Onshore USD” กำไร-ไม่เสียภาษี

ทางด้าน “พจมาน วนินทานนท์” Investment Consultant, UOB Thailand บอกว่า “ธนาคารยูโอบี” เปิดโอกาสให้ลงทุนต่างประเทศเป็นธนาคารแรกๆ ในไทย ปัจจุบันมีสกุลเงินต่างประเทศให้ลงทุนครบวงจร เริ่มต้นด้วย

1) “เงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ” (FCD: Foreign Currency Deposit) มีทั้งหมด 9 สกุลสำคัญ ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ปอนด์ (GBP), เยน (JPY), ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD), สวิสฟรังค์ (CHF), ยูโร (EUR), ดอลลาร์สิงคโปร์(SGD), ดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) และดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD)


2) “หุ้นกู้ต่างประเทศ” (Offshore Bond) ขยับขึ้นมาอีกระดับ เป็นหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งหุ้นกู้เอกชน เช่น Apple, Meta เป็นต้น รวมถึงหุ้นกู้ของธนาคารในไทยที่ไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ ซึ่งเครดิตก็จะเป็น International Rating”


3) “Offshore USD” เป็นการไปลงทุนตรงผ่าน “กองทุนต่างประเทศ” ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีกองทุนให้เลือกลงทุนหลากหลาย แต่ก็ต้องเปิดรับในเรื่องความผันผวนของ “อัตราแลกเปลี่ยน” (FX) ด้วยเช่นกัน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้ ความเข้าใจ รับความเสี่ยงได้


4) “Onshore USD” เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ “ธนาคารยูโอบี” ร่วมมือกับ “บลจ.ยูโอบี” นำเสนอเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับนักลงทุนที่สนใจ เปิดโอกาสให้ลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงิน “ดอลลาร์สหรัฐ” (USD) กับ “กองทุนรวมสกุลเงิน USD” ที่จดทะเบียนในไทย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” (ก.ล.ต.) ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับสกุลเงิน USD “กำไรที่ได้ ไม่ต้องเสียภาษี” (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด)


“ปกติ ค่าเงินบาท จะแข็งค่าในช่วงไตรมาสที่ 1 เป็นฤดูกาลปกติ (Seasonal) การแข็งค่าครั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ จากความกังวลในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีการกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ นอกสหรัฐ มองเป็นโอกาสดีกระจายสินทรัพย์ในพอร์ตสู่สกุลเงิน USD เพราะใช้เงินบาทน้อยซื้อ USD ได้มาก และจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักลงทุนที่สนใจก็คือ ‘Onshore USD’ นั่นเอง”


สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ “สกุลเงินบาท” ทั้ง 100% ในปัจจุบัน แนะนำให้เริ่มต้นจัดสรรไป Offshore USD” 25% และ Onshore USD” 75% ก่อน ดูว่าสามารถรับความผันผวนของพอร์ตได้หรือไม่ ถ้าเริ่มติดตามและเข้าใจรับความผันผวนได้ ค่อยขยับส่วนของ Offshore USD” ขึ้นไปได้เป็น 50% และ 75% ตามลำดับ ทั้งนี้ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ


“บลจ.ยูโอบี” ผู้นำ “
Onshore USD” มีส่วนแบ่ง 53% “อันดับ1” ของอุตสาหกรรม...แนะกระจายสู่สินทรัพย์สกุล “USD” ช่วยกระจายความเสี่ยง-เพิ่มโอกาสลงทุน

เช่นเดียวกับ “กุลฉัตร จันทวิมล” Chief Marketing Officer, UOB Asset Management (Thailand) ที่บอกว่า “ค่าเงินบาท” มีความผันผวนสูงมาก จากสถิติ “แข็งสุด” ประมาณ 28 – 29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ “อ่อนค่าสุด” 38 -39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนต่าง (Gap) ประมาณ 30% นักลงทุนไทยจึงควรกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ “สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD) ซึ่งยังคงเป็นเงินสกุลหลักที่นักลงทุนทั่วโลกถืออยู่และได้รับการยอมรับ ประโยชน์ไม่เพียง “กระจายความเสี่ยง” ช่วยลดความผันผวน ยังเป็น “โอกาสการลงทุน” ที่น่าสนใจ


สำหรับ “บลจ.ยูโอบี” เป็นผู้นำใน “กองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD) หรือ Onshore USD” เริ่มนำเสนอครั้งแรกในเดือน มี.ค. 2025 ตอนนั้นมีส่วน “อันดับ3” เท่านั้น ปัจจุบัน มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 53% เป็น “อันดับ 1” ของอุตสาหกรรม ด้วยสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 419 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่มา: AIMC, วันที่ 30 ธ.ค. 25)


“ธนาคารยูโอบี” เป็นธนาคารแรกที่มี Platform ที่ตอบโจทย์การลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ “ครบวงจร” สามารถแนะนำการลงทุนใน “กองทุนรวม” ทั้งที่เป็น “เงินบาท” (THB) และ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD) ในกองทุนเดียวกัน ช่วยในเรื่องการกระจายความเสี่ยงที่สำคัญผลตอบแทนที่เกิดขึ้น “ไม่เสียภาษี” ทั้งคู่ เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ไม่เสียภาษีอยู่แล้ว (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด)


ซึ่ง “ธนาคารยูโอบี” ได้ร่วมมือกับทาง “บลจ.ยูโอบี” ในการเติมเต็ม Onshore USD” ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาท หลากหลายนโยบายครอบคลุมการลงทุนทั้ง “ตราสารหนี้” และ “หุ้น” เพื่อตอบโจทย์ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ประกอบด้วย 4 กลุ่ม

  • Short-Term Fixed Income: ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) “กองทุนรวมตราสารหนี้” ที่มีสภาพคล่องสูง ขายวันนี้ได้รับเงิน T+1 เพียงแต่เป็นการลงทุนในสกุลเงิน USD ซึ่งกำลังจะมีเพิ่มเติมช่วงเดือน ก.พ. 2026 นี้

  • Global Fixed Income: ได้แก่ “UGIS-USDระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) กองทุนหลักบริหารโดย PIMCO Global Advisors (Ireland) Limited ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก

  • Buy & Hold Fund: “ลงทุนในกำหนดเวลา” 3 เดือน, 6 เดือน เป็น USD Term Fund” ระดับความเสี่ยง 3 (เสี่ยงปานกลางค่อยข้างต่ำ) ที่มีอายุ 3 เดือน, 6 เดือน ซึ่งนักลงทุนไทยจะคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่เป็นสกุลเงิน USD โดยจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น แล้ว Convert กลับไปเป็น USD พันธบัตรรัฐบาลตัวไหนให้ผลตอบแทนดีสุดก็ลงทุนตัวนั้น ผลตอบแทนดีกว่า ในขณะที่ “อันดับเครดิต” ดีกว่าประเทศไทยด้วย

  • Global Equity: ปัจจุบันมี 2 กอง ได้แก่ “UGFO-USDระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่ลงทุนผ่านกองทุนหลักในบริษัทที่มีทีมผู้บริหารเป็นผู้ก่อตั้ง (Founders) และผู้ถือหุ้นของบริษัทในสัดส่วนที่สูง (Owners) และUGTECH-USD” ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งในเดือน ก.พ. 2026 นี้ จะมีเพิ่มเติมอีก 2 กอง ได้แก่ UGDIVP-USD” ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนผ่านกองทุนหลักในหุ้นกลุ่มปันผลสูงทั่วโลก และ “UUSTECH-USD” ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนผ่านกองทุนหลักในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ


“ปัจจุบัน เงินบาท แข็งค่าผิดปกติ เป็นโอกาสกระจายการลงทุนสู่สินทรัพย์สกุลเงิน USD ในรอบ 4 – 5 ปีเลยทีเดียว เพราะมองไปข้างหน้าระยะกลาง-ยาว ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าได้อีก แนะให้มองเป็นการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก ไม่อยากให้มองภาพระยะสั้น แล้วไป Convert ไปมาเพราะเรื่องค่าเงินคาดเดาได้ยากมาก”


ที่สำคัญการกระจายพอร์ตจาก “บาท” สู่สินทรัพย์สกุลเงิน “ดอลลาร์สหรัฐ” (USD) นั้น ไม่เพียงเป็นโอกาสในการ “สร้างความมั่งคั่ง” (Wealth) เท่านั้น ยังมีประโยชน์ในการใช้ Onshore USD” ในการ “บริหารเงิน” อีกด้วย ถ้ามีความจำเป็นต้องชำระเงินในสกุลเงิน USD ในอนาคต เช่น ค่าเทอมลูก หรือมีคู่ค้าที่ต้องชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นต้น


ในจังหวะที่ “ค่าเงินบาทแข็ง” เช่นนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีทั้งเริ่มต้น “กระจายการลงทุน” อีกทั้งยังเป็น “จังหวะที่ดี” ในการขยับจากเงินบาทสู่สกุลเงิน USD อีกด้วย และคุณสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “Onshore USD” ซึ่งเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การลงทุนได้เป็นอย่างดี


ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) หรือ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2786-2222 www.uobam.co.th


Sponsored by ธนาคารยูโอบี และ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)


คำเตือน

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และการลงทุนในกองทุนรวมมิใช่การฝากเงินและไม่สามารถรับรองผลตอบแทน

  • การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก และมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด

  • ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุน Term Fund ในช่วงเวลา 3 เดือนและ 6 เดือน (ตามลำดับ) ได้ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งนี้ กองทุน Term Fund มีนโยบายลดความเสี่ยง (Hedging)

  • กองทุน UGIS-USD, UGFO-USD, UGTECH-USD, UGDIVP-USD และ UUSTECH-USD มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทั้งนี้ กรณีกองทุนลงทุนในตราสารที่เป็นสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนหรือเกือบทั้งหมด (Fully Hedged)

  • กองทุน UGTECH-USD ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและผู้ออก จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

  • กองทุน UUSTECH-USD ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก